เกี่ยวกับ New Creation TV
เกี่ยวกับ New Creation TV
ส่องสว่างโลกด้วยข่าวดีของพระเยซูผ่านแต่ละภาษา
ความรักที่รู้จักคุณตามชื่อ ความหวังที่ยึดมั่นเคียงข้างตลอดค่ำคืน การให้อภัยที่โอบกอดคุณไว้ด้วยอ้อมแขนที่เปิดกว้าง
ผู้คนมากมายทั่วโลกยังไม่เคยได้สัมผัสถึงความงดงามของพระเยซู และสิ่งที่พระองค์ทรงทำบนไม้กางเขน — ข่าวดีที่นำเราทุกคนออกจากความมืดเข้าสู่ความสว่าง
นั่นคือเหตุผลที่เรามีพันธกิจ: เพื่อแบ่งปันพระกิตติคุณในภาษาต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อให้ผู้คนมากมายได้มาสัมผัสกับความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่มีต่อพวกเขา!
พระเยซู ผู้ทรงยกชูชีวิตให้พ้นจากความมืดมน
รวมทั้งการรักษาความเจ็บป่วยอย่างเหนือธรรมชาติ การปลดปล่อยจากสิ่งเสพติด และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ต่าง ๆ เรายังคงได้ยินเรื่องราวจากผู้คนทั่วโลกที่เล่าถึงการที่พวกเขาได้พบกับพระเยซูและพระองค์ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาอย่างไร
ผลลัพธ์ที่เราได้เห็นจากการขยายการเข้าถึงทางดิจิทัลและโทรทัศน์ในหลาย ๆ ประเทศ ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเดินหน้าพันธกิจบนเส้นทางนี้
และเราก็รู้ว่ายังมีพื้นที่อีกมากมายที่รอให้เราเข้าไปถึง!
พื้นที่ซึ่ง New Creation TV กำลังเข้าไปถึงทั่วทุกมุมโลก
พันธกิจการนำพระกิตติคุณไปทั่วโลกของคริสตจักรนิวครีเอชั่น มีความปรารถนาที่จะให้ผู้คนทั่วโลกได้พบกับพระเยซู ผ่านพันธกิจของอาจารย์โจเซฟ ปรินซ์
การเข้าถึงทั่วโลกของเรา
ภาษา ทั่วโลก
ประเทศและดินแดนทั่วโลก มีการออกอากาศและสตรีมจาก New Creation TV
ให้พระกิตติคุณส่องสว่างในชีวิตของคุณ ในขณะที่คุณได้พบกับพระเยซูและพระคุณอันมหัศจรรย์ของพระองค์!
เกี่ยวกับอาจารย์โจเซฟ ปรินซ์ และ เวนดี้ ปรินซ์
ผู้นำแห่งการปฏิรูปความเข้าใจ
เรื่องพระคุณ
ด้วยประสบการณ์ในการรับใช้พระเจ้าเต็มเวลามายาวนานกว่าสองทศวรรษ ปัจจุบันอาจารย์โจเซฟ ปรินซ์ ได้รับการยอมรับในฐานะเป็นผู้นำเสียงสำคัญในการประกาศข่าวประเสริฐแห่งพระคุณไปทั่วโลก ผ่านผลงานหนังสือ สื่อคำสอน และพันธกิจทางโทรทัศน์ของท่าน
ในฐานะผู้ประพันธ์หนังสือขายดี เช่น The Power of Right Believing, Destined To Reign และ Unmerited Favor อาจารย์ปรินซ์ยังเป็นวิทยากรที่ได้รับเชิญอย่างกว้างขวางในการประชุมและการสัมมนาระดับนานาชาติ โดยท่านได้สร้างผลกระทบต่อผู้นำคริสตจักรทั่วโลก ด้วยการประกาศข่าวประเสริฐอันบริสุทธิ์ขององค์พระเยซูคริสต์ด้วยความกล้าหาญและหนักแน่น ท่านเป็นที่รู้จักจากการถ่ายทอดพระวจนะของพระเจ้าในรูปแบบที่สดใหม่ เข้าใจง่าย และเปี่ยมด้วยการเปิดเผยความจริงฝ่ายจิตวิญญาณ ซึ่งมุ่งสำแดงถึงองค์พระเยซูคริสต์อย่างชัดเจนอยู่เสมอ นอกจากนี้ รูปแบบการเทศนาที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน มีพลัง และสร้างการมีส่วนร่วม ยังทำให้ท่านเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมหลากหลายกลุ่มที่ติดตามรับชมรายการโทรทัศน์ประจำวันของท่าน ปัจจุบันรายการของท่านออกอากาศเข้าถึงครัวเรือนนับล้านในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ยุโรป แอฟริกา ออสเตรเลีย และอิสราเอล ผ่านทั้งเครือข่ายทั่วไปและเครือข่ายคริสเตียน
องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า
“จงนำบุตรของเรา กลับคืนสู่คริสตจักร”
– อาจารย์โจเซฟ ปรินซ์
ภายใต้การนำของอาจารย์ปรินซ์ คริสตจักรนิวครีเอชั่นได้เติบโตขึ้นมากกว่าหนึ่งร้อยเท่า ปัจจุบันท่านยังคงรับใช้ร่วมกับคริสตจักรในฐานะอาสาสมัคร
หลังจากได้วางรากฐานและเสริมสร้างผู้นำและสมาชิกของคริสตจักรนิวครีเอชั่นบนรากฐานอันมั่นคงในพระเยซูคริสต์แล้ว ปัจจุบันอาจารย์โจเซฟ ปรินซ์ กำลังปฏิบัติพันธกิจที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ท่านอย่างแข็งขันทั่วโลก เพื่อประกาศพระคุณอันมิได้เกิดจากความดีความชอบของมนุษย์โดยปราศจากการประนีประนอม ท่านดำรงตำแหน่งผู้นำของพันธกิจโจเซฟ ปรินซ์ (Joseph Prince Ministries, Inc.) องค์กรนานาชาติที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งมุ่งสร้าง เสริมกำลังใจ และสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนด้วยข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ผ่านการออกอากาศทางโทรทัศน์ควบคู่กับเทคโนโลยีสื่อยุคใหม่พันธกิจของอาจารย์ปรินซ์ในบทบาทศิษยาภิบาล ครูผู้สอน วิทยากรการประชุม และผู้ประพันธ์ ยังคงส่งผลเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง โดยนำพาผู้คนออกจากแอกอันหนักแห่งธรรมบัญญัติ ความรู้สึกผิด และการกล่าวโทษ โดยการชี้ให้ผู้คนมองไปที่พระเยซูและการงานที่สำเร็จแล้วของพระองค์บนกางเขนที่กัลวารี
อาจารย์ปรินซ์เชื่อมั่นในศักยภาพอันดีที่สุดของผู้คน และมุ่งมั่นที่จะช่วยให้พวกเขาค้นพบหนทางในการดำเนินชีวิตอย่างมีชัยชนะโดยพระคุณอันไพบูลย์และของประทานแห่งความชอบธรรม ความปรารถนาของท่านคือการช่วยให้ผู้เชื่อในยุคปัจจุบันมีความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับพันธสัญญาใหม่แห่งพระคุณ และตระหนักถึงพระพรอันเหลือล้น ความโปรดปรานที่มากมาย และความรักอันลึกซึ้งที่พวกเขาได้รับจากพระบิดาในสวรรค์แล้ว
เวนดี้ ปรินซ์
เป็นภรรยาผู้สนับสนุนและเคียงข้างอาจารย์ปรินซ์ พร้อมทั้งเป็นมารดาผู้เปี่ยมด้วยความรักต่อเจสสิกา เชย์นา และจัสติน เดวิด ทั้งนี้ เวนดี้ ปรินซ์ เป็นแบบอย่างของสตรีผู้ทรงคุณธรรมตามที่กล่าวไว้ในสุภาษิตบทที่ 31 เธอเป็นแหล่งแห่งความรักและการสนับสนุนอย่างมั่นคงแก่อาจารย์ปรินซ์ และได้อุทิศตนในการอบรมเลี้ยงดูเจสสิกา เชย์นา และจัสติน เดวิด ให้เติบโตขึ้นในทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า ความถ่อมใจ ความอบอุ่น และความรักอย่างจริงใจของเธอที่มีต่อพระเจ้าและต่อผู้คนนั้น ได้นำไปสู่การให้คำปรึกษา การหนุนใจ และเป็นพระพรต่อชีวิตของผู้คนมากมาย
ข้าพเจ้าขออธิษฐานว่า ในฐานะคริสตจักร เราจะเป็นดั่งมารีย์ ผู้ซึ่งนั่งอยู่แทบพระบาทขององค์พระเยซู กระทำสิ่งเดียวที่จำเป็นที่สุด คือการรับจากพระองค์ และรับความรักกับพระคุณของพระองค์ที่สดใหม่ในทุกวัน
– เวนดี้ ปรินซ์
เกี่ยวกับคริสตจักรนิวครีเอชั่น
คริสตจักรนิวครีเอชั่น เป็นคริสตจักรท้องถิ่นซึ่งตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์
นิมิตของเราคือ การเห็นองค์พระเยซูคริสต์ในความงดงามแห่งพระลักษณะของพระองค์ และในความสมบูรณ์ครบถ้วนแห่งการงานของพระองค์ พร้อมทั้งประกาศพระองค์ให้เป็นที่รู้จักโดยการเทศนาถึงข่าวประเสริฐ
ที่คริสตจักรนิวครีเอชั่น เราเชื่อว่าเราทั้งหลายเป็นที่รักยิ่งของพระเจ้า พระองค์ทรงสำแดงความรักนี้โดยการประทานสิ่งที่ดีที่สุดจากสวรรค์ คือพระเยซูพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เพื่อเราทุกคน เมื่อเราได้รับความจริงนี้ เราจะถูกเปลี่ยนแปลงด้วยพระคุณของพระองค์จากภายในสู่ภายนอก นี่คือความงดงามของการเชื่อและดำเนินชีวิตอยู่ในความรักและพระคุณของพระเจ้าพระบิดา!
อาจารย์โจเซฟ ปรินซ์ เทศนาเป็นประจำที่คริสตจักรนิวครีเอชั่นในฐานะผู้รับใช้อาสาสมัคร คำเทศนาของท่านที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง ได้เข้าถึงผู้คนนับล้านทั่วโลกในทุก ๆ วัน
แถลงการณ์การไม่สังกัดองค์กรใด ๆ
นอกเหนือจากที่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนบนเว็บไซต์ทางการของเรา หรือในหนังสือและจดหมายโต้ตอบอย่างเป็นทางการจากเรา คริสตจักรนิวครีเอชั่นไม่มีความเกี่ยวข้องไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม กับคริสตจักร พันธกิจ ผู้รับใช้ องค์กร การเคลื่อนไหวหรือแพลตฟอร์มดิจิทัลใด ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากบุคคล คริสตจักร องค์กร หรือกลุ่มใดที่อ้างว่ามีความเกี่ยวข้องกับคริสตจักรนิวครีเอชั่น (และ/หรือ อาจารย์โจเซฟ ปรินซ์) ให้ถือว่าการกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นกระทำไปโดยปราศจากอำนาจและความยินยอม และไม่ก่อให้เกิดสิทธิ หน้าที่ ความผูกพันหรือความรับผิดใด ๆ แก่คริสตจักรนิวครีเอชั่น ทั้งนี้ มิให้ถือว่าบุคคลหรือหน่วยงานดังกล่าวเป็นผู้แทนของเราไม่ว่าในกรณีใด ๆ
หากท่านทราบถึงบุคคล คริสตจักร องค์กร หรือกลุ่มใดที่อ้างว่ามีความเกี่ยวข้องหรือได้รับการรับรองจากเรา (และ/หรือ อาจารย์โจเซฟ ปรินซ์) และ/หรือใช้การกล่าวอ้างดังกล่าวเพื่อระดมทุนหรือประชาสัมพันธ์กิจกรรมของตน โปรดแจ้งให้เราทราบทันทีที่นี่
หากประสงค์จะทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคริสตจักรนิวครีเอชั่น กรุณาคลิกที่นี่
สิ่งที่เราเชื่อ
คริสตจักรนิวครีเอชั่นเป็นคริสตจักรท้องถิ่นที่ตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ นิมิตของเราคือ การเห็นองค์พระเยซูคริสต์ในความงดงามแห่งพระลักษณะของพระองค์ และในความสมบูรณ์แห่งการงานที่สำเร็จแล้วของพระองค์ พร้อมทั้งประกาศพระองค์ให้เป็นที่รู้จักโดยการเทศนาถึงข่าวประเสริฐ
เราขอเชิญท่านมาเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับรากฐานแห่งความเชื่อของเรา และหลักความเชื่อที่เรายึดถือ อาทิ การมีชัยเหนือความบาป ฤทธิ์อำนาจแห่งพระคุณ การกลับใจใหม่ การจัดเตรียมของพระเจ้า การรับมหาสนิท และความเป็นหนึ่งเดียวของคริสตจักรซึ่งพระเจ้าได้ทรงเรียกเรา ผ่านคำแถลงหลักข้อเชื่อของเราด้านล่าง
ท่านอาจสนใจอ่านบทความเรื่อง “พระคุณแท้กับพระคุณเทียม” เพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เราเชื่อและยืนยันคำประกาศความเชื่อของอัครทูต และคำประกาศความเชื่อไนซีน
เราเชื่อในสิทธิอำนาจสูงสุดของพระคัมภีร์ในฐานะพระวจนะของพระเจ้า โดยเชื่อว่าพระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นรากฐานอันมั่นคงไม่สั่นคลอนสำหรับหลักคำสอนที่ถูกต้อง (2 ทิโมธี 3:16–17)
เราเชื่อว่ามีพระเจ้าเพียงองค์เดียว ผู้ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์ในสามพระภาค คือ พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ (มัทธิว 3:16–17; 2 โครินธ์ 13:14; เอเฟซัส 4:4–6)
เราเชื่อในความเป็นพระเจ้าขององค์พระเยซูคริสต์ ในการประสูติจากหญิงพรหมจารี ในชีวิตที่ปราศจากบาป ในฤทธิ์อำนาจแห่งการรักษาโรคและการอัศจรรย์ ในการสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปโดยการถวายพระองค์เป็นเครื่องบูชาบนไม้กางเขน ในการเป็นขึ้นจากความตายด้วยพระกาย และในการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ประทับ ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระบิดา ในฐานะมหาปุโรหิตและคนกลางของเรา เราเชื่อว่าองค์พระเยซูเจ้าจะเสด็จกลับมาอีกตามพระสัญญาของพระองค์ (ยอห์น 14:2–3; มัทธิว 24:30)
เราเชื่อว่าบัพติศมาในน้ำเป็นการแสดงออกภายนอกถึงความเชื่อ ซึ่งสำแดงถึงการมีส่วนร่วมของผู้เชื่อในการสิ้นพระชนม์ การถูกฝัง และการเป็นขึ้นจากความตายขององค์พระเยซูคริสต์ (กิจการ 8:12; โรม 6:4)
เราเชื่อว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้ปลอบประโลมและผู้ทรงนำในทุกด้านของชีวิต (ยอห์น 14:26) เราเชื่อในการรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยมีหมายสำคัญคือการอธิษฐานในพระวิญญาณ (กิจการ 2:1–4) เราเชื่อในของประทานทั้งเก้าประการของพระวิญญาณ และในคุณลักษณะทั้งเก้าประการซึ่งเป็นผลของพระวิญญาณ (1 โครินธ์ 12:7–11; กาลาเทีย 5:22–23)
เราเชื่อในข่าวประเสริฐว่า พระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น (ยอห์น 3:16–17) เราเชื่อว่าเราได้รับการทรงเรียกให้นำข่าวประเสริฐนี้—คือข่าวประเสริฐแห่งพระคุณ—ไปประกาศแก่ชนทุกชาติ (กิจการ 20:24)
เราเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต (ยอห์น 14:6) ทุกคนที่ร้องทูลพระนามขององค์พระเยซูจะได้รับความรอด (โรม 10:13) พระคัมภีร์บอกเราว่า “คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด เพราะว่าการเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม และการยอมรับด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด” (โรม 10:9–10)
เราเชื่อว่าความบาปทำให้เราถูกแยกจากพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ และค่าจ้างของความบาปคือความตาย โรม 6:23 กล่าวว่า “ค่าจ้างของความบาปคือความตาย” แต่ข่าวดีคือข้อพระคัมภีร์นี้ไม่ได้จบเพียงเท่านั้น เพราะกล่าวต่อว่า “แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” ในพระคริสต์ “เรามีการไถ่โดยพระโลหิตของพระองค์ คือการทรงยกโทษบาป ตามความมั่งคั่งแห่งพระคุณของพระองค์” (เอเฟซัส 1:7) พระคัมภีร์ยังกล่าวด้วยว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรมที่จะทรงโปรดยกโทษบาปของเรา และชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1 ยอห์น 1:9) ดังนั้น เมื่อใครก็ตามมาเป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เขาจะยอมรับบาปของตน ตระหนักถึงความจำเป็นต้องมีพระผู้ช่วยให้รอด และตัดสินใจส่วนตัวที่จะรับการอภัยบาปอย่างสมบูรณ์จากพระองค์
เราเชื่อว่าในฐานะผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ เราถูกเรียกให้ดำเนินชีวิตอย่างมีชัยเหนืออำนาจของความบาป และ “ดำเนินชีวิตอย่างสมควรต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และเป็นที่ชอบพระทัยของพระองค์ทุกประการ เกิดผลในการดีทุกอย่าง และเจริญขึ้นในความรู้ถึงเรื่องพระเจ้า” (โคโลสี 1:10) เราเชื่อว่าความบาปย่อมนำมาซึ่งผลที่ก่อให้เกิดความพินาศเสมอ อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวมิใช่การลงโทษจากพระเจ้าต่อผู้เชื่อ แต่เป็นผลตามธรรมชาติของความบาปนั้นเอง เพื่อให้เห็นภาพ เปรียบเหมือนผู้เชื่อที่ใช้เสรีภาพในการตัดสินใจของตน เอามือไปแตะกองไฟที่กำลังลุกอยู่ ผลที่เกิดขึ้นคือการถูกไฟลวก ซึ่งเป็นผลจากการเลือกกระทำของบุคคลนั้นเอง มิใช่การลงโทษจากพระเจ้า
เราเชื่อว่าพระคุณทรงเป็นผู้สอน ที่สอนผู้เชื่อแท้ให้ละทิ้งความอธรรมและตัณหาฝ่ายโลก พระคัมภีร์กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “พระคุณของพระเจ้าปรากฏแล้ว เพื่อช่วยทุกคนให้รอด และเพื่อสอนเราให้ละทิ้งความอธรรมและโลกียตัณหา และให้ดำเนินชีวิตในยุคนี้อย่างมีสติสัมปชัญญะ อย่างชอบธรรมและให้ดำเนินตามทางพระเจ้า” (ทิตัส 2:11–12) เราเชื่อว่าพระคุณมิใช่ใบอนุญาตให้ทำบาป ผู้ใดที่กล่าวอ้างเช่นนั้นเพื่อสนับสนุนการเลือกดำเนินชีวิตของตนเอง ย่อมไม่เข้าใจข่าวประเสริฐแห่งพระคุณ และมิได้เป็นตัวแทนความเชื่อของเรา
เราเชื่อว่าความบาปจะไม่ครอบงำผู้เชื่อที่มีความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับข่าวประเสริฐแห่งพระคุณ และยึดมั่นในอัตลักษณ์แห่งความชอบธรรมของตนในพระคริสต์ โรม 6:8, 12–14 กล่าวว่า “ถ้าเราตายกับพระคริสต์ เราเชื่อว่าเราจะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ด้วย...ฉะนั้นอย่าให้ความบาปครอบงำในกายที่ต้องตายของท่าน เพื่อท่านจะเชื่อฟังตัณหาของมัน และอย่านำอวัยวะของท่านไปเป็นเครื่องมือของความอธรรมแก่ความบาป แต่จงถวายตัวของท่านแด่พระเจ้า เสมือนหนึ่งผู้ที่เป็นขึ้นจากความตายแล้ว และถวายอวัยวะของท่านเป็นเครื่องมือของความชอบธรรมแด่พระเจ้า เพราะความบาปจะไม่ครอบงำท่าน เนื่องจากท่านไม่ได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ”
“บาปจะไม่ครอบงำพวกท่านต่อไป เพราะว่าท่านไม่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ” (โรม 6:14)
เราเชื่อว่าผลอันดีของข่าวประเสริฐแห่งพระคุณจะนำไปสู่การดำเนินชีวิตอย่างมีชัยชนะเหนือความบาป การสมรสที่งดงาม ครอบครัวที่เข้มแข็ง ความใจกว้างที่แท้จริง และผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่จะครอบครองในทุกด้านของชีวิต เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ในโรม 5:17 กล่าวว่า “มากยิ่งกว่านั้นคนทั้งหลายที่รับพระกรุณาอันไพบูลย์ และรับของประทานคือความชอบธรรมก็จะดำรงชีวิต และครอบครองโดยพระองค์ผู้เดียว คือพระเยซูคริสต์”
เราเชื่อว่าผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่อย่างแท้จริง มิได้แสวงหาข้ออ้างในการทำบาป เพราะเมื่อเขาได้รับผลกระทบจากความรักและการทรงสละพระชนม์ของพระเยซูแล้ว เขาย่อมไม่ปรารถนาจะดำเนินอยู่ในบาป เราเชื่อว่าผู้เชื่อเหล่านั้นกำลังแสวงหาทางออกจากความบาป และจากพันธนาการแห่งความกลัว ความรู้สึกผิด และการกล่าวโทษ เราได้เห็นเป็นประจักษ์ว่า เมื่อมีการประกาศพระคุณอันอัศจรรย์และความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้ามากขึ้นเพียงใด ก็ยิ่งมีคำพยานมากมายจากผู้คนทั่วโลกที่ได้รับการปลดปล่อยจากสื่อลามก การติดสุรา ยาเสพติด และการล่วงประเวณีมากขึ้นเพียงนั้น นี่คือฤทธิ์เดชของข่าวประเสริฐแห่งพระคุณ เมื่อเราประกาศถึงพระเยซูคริสต์ ความบาปย่อมสูญเสียอำนาจที่จะครอบงำชีวิตมนุษย์ และการกลับใจที่แท้จริงก็เกิดขึ้น
เราเชื่อว่าในปัจจุบัน เราอยู่ภายใต้พันธสัญญาใหม่แห่งพระคุณ “เพราะว่าเราได้ธรรมบัญญัตินั้นทางโมเสส ส่วนพระคุณและความจริงมาทางพระเยซูคริสต์ ” (ยอห์น 1:17) พันธสัญญาเดิมแห่งธรรมบัญญัติได้ประทานผ่านผู้รับใช้ แต่พระคุณและความจริงได้มาทางพระบุตร ธรรมบัญญัติกล่าวถึงสิ่งที่มนุษย์พึงเป็น แต่พระคุณสำแดงว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใดต่อมนุษย์ในการอัศจรรย์ครั้งแรกของโมเสส น้ำได้กลายเป็นเลือด นำไปสู่ความตาย แต่ในการอัศจรรย์ครั้งแรกแห่งพระคุณ พระเยซูทรงเปลี่ยนน้ำเป็นเหล้าองุ่น นำไปสู่ชีวิตและความชื่นชมยินดีตัวอักษรแห่งธรรมบัญญัตินำความตาย แต่พระวิญญาณประทานชีวิต (2 โครินธ์ 3:6) ภายใต้ธรรมบัญญัติ พระเจ้าทรงเรียกร้องความชอบธรรมจากมนุษย์ที่ล้มละลายฝ่ายวิญญาณ แต่ภายใต้พระคุณ พระเจ้าทรงประทานความชอบธรรมเป็นของประทาน (2 โครินธ์ 5:21; โรม 5:17)
เราเชื่อว่าโดยกางเขนที่คัลวารี ผู้ใดก็ตามที่เชื่อในพระเยซูและยอมรับพระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอด ย่อมอยู่ภายใต้พันธสัญญาใหม่แห่งพระคุณ ภายใต้ธรรมบัญญัติ พระเจ้าตรัสว่าจะไม่ทรงยกโทษคนผิด และจะทรงลงโทษความบาปไปถึงลูกหลานถึงสามชั่วสี่ชั่วอายุคน (อพยพ 34:7) แต่ภายใต้พระคุณ พระเจ้าตรัสว่า “เราจะเมตตาต่อความอธรรมของเขา และจะไม่จดจำบาปและการอธรรมของเขาอีกต่อไป” (ฮีบรู 8:12) ธรรมบัญญัติมุ่งเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง แต่พระคุณมุ่งเน้นพระเยซูคริสต์เป็นศูนย์กลาง ธรรมบัญญัติมุ่งที่สิ่งซึ่งเราต้องกระทำเพื่อจะได้ความชอบธรรม แต่พระคุณมุ่งที่สิ่งซึ่งพระเยซูได้ทรงกระทำสำเร็จแล้วเพื่อให้เราได้รับความชอบธรรม ภายใต้ธรรมบัญญัติ เราถูกตัดสิทธิ์เพราะความไม่เชื่อฟังของเรา แต่ภายใต้พระคุณ เราได้รับการรับรองโดยความเชื่อฟังของพระเยซู ภายใต้ธรรมบัญญัติ เราถูกนับว่าชอบธรรมเมื่อเราทำถูกต้อง แต่ภายใต้พระคุณ เราถูกนับว่าชอบธรรมเมื่อเราเชื่ออย่างถูกต้อง
(โรม 4:3–8)
คือว่าเราได้ธรรมบัญญัตินั้นมาทางโมเสส ส่วนพระคุณและความจริงมาทางพระเยซูคริสต์ (ยอห์น 1:17)
เราเชื่อว่าธรรมบัญญัติสิบประการนั้นบริสุทธิ์ ยุติธรรม ทรงเกียรติ และดี และเราถวายเกียรติและความเคารพอย่างสูงสุดต่อธรรมบัญญัติอันสมบูรณ์ของพระเจ้า เราเชื่อว่าธรรมบัญญัติสิบประการมีมาตรฐานที่บริสุทธิ์และเคร่งครัดอย่างยิ่ง จนดังที่กาลาเทีย 3:11 กล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมต่อพระพักตร์พระเจ้าได้โดยธรรมบัญญัติ”ความชอบธรรมต่อพระพักตร์พระเจ้ามีได้โดยความเชื่อในพระคริสต์เท่านั้น ดังที่พระคัมภีร์กล่าวว่า “โดยรู้ว่ามนุษย์ไม่ได้รับการทรงนับว่าชอบธรรมโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ แต่โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ แม้เราก็ได้เชื่อในพระเยซูคริสต์ เพื่อเราจะได้รับการทรงนับว่าชอบธรรมโดยความเชื่อในพระคริสต์ และไม่ใช่โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ เพราะว่าไม่มีผู้ใดจะได้รับการทรงนับว่าชอบธรรมโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ...เพราะโดยธรรมบัญญัตินั้น ข้าพเจ้าได้ตายต่อธรรมบัญญัติแล้ว เพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ต่อพระเจ้า ข้าพเจ้าถูกตรึงร่วมกับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยความเชื่อในพระบุตรของพระเจ้าผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ได้ทำให้พระคุณของพระเจ้าเป็นโมฆะ เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็สิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์” (กาลาเทีย 2:16, 19–21)
เราเชื่อว่าผู้เชื่อซึ่งได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยฤทธิ์เดชแห่งพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้า ย่อมมีความปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับคุณลักษณะทางศีลธรรม ค่านิยม และคุณธรรมซึ่งบัญญัติสิบประการส่งเสริม พระคุณแท้ย่อมนำไปสู่ความบริสุทธิ์แท้ ดังที่อัครทูตเปาโลประกาศว่า “ความรักไม่กระทำอันตรายแก่เพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้นความรักจึงเป็นการทำให้ธรรมบัญญัติสำเร็จ” (โรม 13:10)
เราเชื่อว่าประชากรของพระเจ้าที่อยู่ภายใต้พระคุณ ไม่เพียงแต่ทำตามตัวอักษรของธรรมบัญญัติเท่านั้น แต่ในพระคริสต์ พวกเขาทำได้เกินกว่านั้นและยอมไปไกลยิ่งกว่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น ธรรมบัญญัติอาจบัญชาได้เพียงว่า ‘อย่าล่วงประเวณี’ และแม้บุคคลหนึ่งจะสามารถรักษาบทบัญญัตินั้นได้ในทางภายนอก ภายในจิตใจของเขาอาจยังปราศจากความรักแท้ต่อคู่สมรสของตน พระคุณมิได้ทรงกระทำเพียงเพื่อควบคุมพฤติกรรมภายนอกหรือปรับเปลี่ยนการประพฤติเท่านั้น หากแต่ทรงลงลึกถึงภายในจิตใจ พระคุณทรงสอนให้ชายคนหนึ่งรักภรรยาของตน ดังที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร และทรงเสริมสร้างชีวิตสมรสให้ตั้งมั่นอย่างงดงามบนรากฐานแห่งฤทธิ์เดชของกางเขน นี่คือฤทธิ์อำนาจแห่งการเปลี่ยนแปลงของพระคุณพระเจ้า ฤทธิ์เดชที่ทำให้มนุษย์สามารถรักและดำเนินชีวิตอย่างมีศีลธรรม เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ทั้งนี้ พลังดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่บุคคลนั้นได้สัมผัสความรักอันลึกซึ้งยิ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงมีต่อเขาเสียก่อน (1 ยอห์น 4:19) เมื่อได้ประสบกับพระคุณอันล้นเหลือของพระเจ้าแล้ว บุคคลหนึ่งไม่เพียงแต่จะไม่โลภในสิ่งที่เป็นของเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ยังได้รับกำลังที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อนบ้านและชุมชนของตนด้วย เราเชื่อว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับศักเคียสหลังจากที่เขาได้สัมผัสพระคุณของพระเจ้าโดยตรง เขากล่าวว่า “ดูเถิด พระองค์เจ้าข้า ทรัพย์สมบัติของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้แก่คนยากจนกึ่งหนึ่ง และถ้าข้าพเจ้าได้ฉ้อโกงผู้ใด ข้าพเจ้าจะคืนให้เขาสี่เท่า” (ลูกา 19:8)
เราเชื่อว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจความหมายดั้งเดิมของคำภาษากรีกสำหรับคำว่า “การกลับใจ” และไม่ยึดถือเพียงธรรมเนียมของการแสดงการสำนึกผิดภายนอกเท่านั้น คำภาษากรีกสำหรับ “การกลับใจ” คือ เมตาโนยา ซึ่งหมายถึง “การเปลี่ยนความคิด” การกลับใจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนความคิดอย่างแท้จริงนั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าการแสดงออกภายนอกเพียงอย่างเดียว บุคคลหนึ่งอาจดูเหมือนสำนึกผิดภายนอก ถึงขั้นร้องไห้อย่างขมขื่น แต่ก็ยังไม่ประสบการปลดปล่อยจากบาปของตนได้ การกลับใจที่แท้จริง (เมตาโนยา) กล่าวถึงความสำนึกผิดอย่างจริงใจ การตระหนักถึงความผิดของตน และความปรารถนาภายในอย่างแท้จริงที่จะหันหลังให้กับบาป และกลับมาสู่พระคุณ โดยได้รับการสำแดงถึงความหมายของกางเขน (2 โครินธ์ 7:9–10)
เราเชื่อว่ามนุษย์จะสามารถประสบกับการกลับใจที่แท้จริงและหลุดพ้นจากบาปได้ ก็โดยความเชื่อในฤทธิ์อำนาจแห่งการงานที่สำเร็จแล้วขององค์พระเยซูคริสต์ของเรา เราเชื่อว่าหากผู้เชื่อคนใดได้พลาดพลั้งตกในบาป และกำลังต่อสู้กับนิสัยบาปบางอย่างในเวลานี้ สิ่งสำคัญคือเขาจะต้องเปลี่ยนความคิด และมีความเชื่อว่าแม้บาปนั้นก็ได้ถูกลงโทษแล้วในพระกายของพระเยซู และเริ่มรับการอภัยจากพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง รับพระคุณที่ไม่สมควรได้รับจากพระเจ้า และรับความชอบธรรมของพระเจ้า เพื่อเอาชนะความอ่อนแอนั้น เราหนุนใจทุกคนที่ล้มเหลว อย่าวิ่งหนีจากองค์พระเยซูคริสต์ของเรา แต่จงวิ่งเข้าหาพระองค์ พระเยซูทรงเป็นทางออก เป็นคำตอบ และเป็นชัยชนะจากวงจรแห่งบาปที่ทำลายชีวิต (โรม 5:17)
เพราะว่าถ้าโดยการละเมิดของคนเดียว เป็นเหตุให้ความตายครอบงำอยู่โดยคนเดียวนั้น มากยิ่งกว่านั้นคนทั้งหลายที่รับพระกรุณาอันไพบูลย์ และรับของประทานคือความชอบธรรมก็จะดำรงชีวิต และครอบครองโดยพระองค์ผู้เดียว คือพระเยซูคริสต์ (โรม 5:17)
เราเชื่อในการชำระให้บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เรารับพระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา เราได้รับการอภัย ได้รับการชำระ ถูกทำให้สมบูรณ์ในความชอบธรรม และได้รับความรอดแล้ว เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ในพระคริสต์ด้วย (ฮีบรู 10:10) อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าการสำแดงและการดำเนินออกของการชำระให้บริสุทธิ์ของเราในพระคริสต์นั้นเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป ในฐานะผู้เชื่อ เราไม่สามารถชอบธรรมมากขึ้นได้ เพราะเราได้รับความชอบธรรมแล้ว แต่เราสามารถบริสุทธิ์มากขึ้นได้ในแง่ของการดำเนินชีวิต กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แม้ว่าผู้เชื่อได้รับความชอบธรรมและถูกทำให้ชอบธรรมโดยพระโลหิตของพระเยซูครั้งเดียวและตลอดไปแล้ว การชำระให้บริสุทธิ์ยังคงดำเนินต่อไปในการเติบโตฝ่ายวิญญาณของเขาในฐานะคริสเตียน ยิ่งบุคคลหนึ่งเติบโตในพระคุณและในความสัมพันธ์กับองค์พระผู้เป็นเจ้า—ยิ่งได้รับการชำระซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยน้ำแห่งพระวจนะแห่งพระคุณของพระเจ้า—เขาก็ยิ่งเติบโตในการชำระให้บริสุทธิ์และความบริสุทธิ์ นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูกล่าวว่าเรา “กำลังถูกชำระให้บริสุทธิ์” ทั้งที่เราได้ “ถูกทำให้สมบูรณ์ตลอดไปแล้ว” โดยการเชื่อฟังเพียงครั้งเดียวของพระคริสต์บนกางเขน (ฮีบรู 10:14)
เราเชื่อว่า “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การแก้ไขสิ่งผิด และการอบรมในความชอบธรรม” (2 ทิโมธี 3:16) ดังนั้น เราจึงระมัดระวังต่อคำสอนเรื่อง “พระคุณ” ปลอมใด ๆ ที่กล่าวว่าพฤติกรรม วินัย การแก้ไขตักเตือน และการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องนั้นไม่สำคัญ การสำแดงเรื่องการอภัยไม่ได้ลดทอน หรือขัดแย้งกับการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง ตรงกันข้าม การสำแดงเรื่องการอภัยคือพลังขับเคลื่อนที่ทำให้การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องรู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ตีสอนเราด้วยอุบัติเหตุร้ายแรง ความเจ็บป่วย หรือโรคภัยไข้เจ็บ พระคัมภีร์บอกเราว่า “เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก เหมือนบิดาที่ตีสอนบุตรที่ตนพอใจ” (สุภาษิต 3:12, NLT)
เราเชื่อว่าพระทัยของพระบิดาบนสวรรค์ของเราคือการทรงจัดเตรียมให้แก่บุตรของพระองค์ เช่นเดียวกับที่เราในฐานะบิดามารดาบนโลกปรารถนาจะจัดเตรียมให้แก่บุตรของเรา องค์พระเยซูเจ้าของเราได้ทรงสำแดงพระทัยของพระบิดาไว้ในคำเทศนาบนภูเขา เมื่อพระองค์ตรัสว่า “เหตุฉะนั้นอย่ากระวนกระวายว่า ‘เราจะกินอะไร?’ หรือ ‘เราจะดื่มอะไร?’ หรือ ‘เราจะนุ่งห่มอะไร?’ เพราะคนต่างชาติแสวงหาสิ่งทั้งปวงนี้ แต่พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงทราบว่าท่านต้องการสิ่งทั้งปวงนี้” (มัทธิว 6:31–32) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระบิดาบนสวรรค์ของเราทรงปรารถนาให้บุตรของพระองค์ได้รับการจัดเตรียมอย่างอุดมสมบูรณ์ และประสบความสำเร็จที่ดี (2 โครินธ์ 9:8; โยชูวา 1:8; สดุดี 1:1–3) แต่พระองค์มิได้ทรงประสงค์ให้บุตรของพระองค์หมกมุ่นอยู่กับวัตถุนิยม หรือยึดติดกับการแสวงหาเงินทอง (ปัญญาจารย์ 5:10; มัทธิว 6:24)
อัครทูตเปาโลได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในจดหมายถึงทิโมธีว่า “การอยู่ในทางพระเจ้าพร้อมกับมีความพอใจก็เป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวง เพราะว่าเราไม่ได้เอาอะไรเข้ามาในโลกเช่นไร เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้เช่นกัน ถ้ามีอาหารและเสื้อผ้า เราก็ควรพอใจในสิ่งเหล่านั้น ส่วนพวกที่อยากร่ำรวยก็ตกอยู่ในการล่อลวงและติดกับดักของความอยากมากมายที่โง่เขลาและอันตราย ซึ่งฉุดคนเราให้ลงไปสู่ความพินาศและความย่อยยับ เพราะว่าการรักเงินทองเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งหมด ความโลภเงินทองนี้ที่ทำให้บางคนหลงไปจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์มากมาย แต่ท่านผู้เป็นคนของพระเจ้า จงหลีกหนีจากสิ่งเหล่านี้ และจงใฝ่หาความชอบธรรม ทางพระเจ้า ความเชื่อ ความรัก ความทรหดอดทน และความสุภาพอ่อนโยน ” (1 ทิโมธี 6:6–11) เราเชื่อว่าลำดับความสำคัญของเราคือการแสวงหาองค์พระเยซูคริสต์เป็นอันดับแรกในทุกสิ่ง และให้พระองค์เป็นศูนย์กลางของชีวิต ไม่ใช่การแสวงหาเงินทองหรือความสำเร็จฝ่ายโลก เมื่อเราวางใจในพระองค์ พระพรของพระองค์ย่อมติดตามมาเราเชื่อว่าพระพร ความรุ่งเรือง และความสำเร็จอันดีซึ่งมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นมีลักษณะครอบคลุมครบถ้วนทุกด้าน มิใช่จำกัดอยู่เพียงด้านวัตถุหรือการเงินเท่านั้น หากแต่มีจุดเริ่มต้นจากความจำเริญแห่งจิตวิญญาณ (3 ยอห์น 1:2)
ท่านที่รัก ข้าพเจ้าอธิษฐานขอให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง และมีความสุขความเจริญทุกอย่าง ดังที่จิตวิญญาณของท่านกำลังเจริญอยู่นั้น” (3 ยอห์น 1:2)
เราเชื่อว่าผู้ซึ่งดำรงอยู่ภายใต้พระคุณ ย่อมมีจิตใจแห่งความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และให้โดยเต็มใจ ทั้งเวลา กำลัง และทรัพยากรทางการเงิน เพื่อสนับสนุน แสดงความรัก และดูแลผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า ในฐานะคริสตจักร เรามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันและหว่านอย่างใจกว้างในโครงการระดับชุมชนหลายด้านในท้องถิ่นของเรา รวมถึงสนับสนุนงานบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรมในหลายพื้นที่ทั่วโลก สำหรับผู้ที่มีฐานะทางการเงินมั่นคงมากกว่า เราหนุนใจให้ใส่ใจคำแนะนำของอัครทูตเปาโลว่า “ส่วนพวกที่มั่งคั่งในชีวิตนี้ จงกำชับพวกเขาไม่ให้เย่อหยิ่ง หรือมุ่งหวังในทรัพย์ที่ไม่ยั่งยืน แต่ให้มุ่งหวังในพระเจ้าผู้ประทานทุกสิ่งแก่เราอย่างบริบูรณ์ เพื่อให้เราได้ชื่นชม จงกำชับพวกเขาให้ทำการดี ให้ทำการดีมากๆ ให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และแบ่งปัน การทำเช่นนี้เป็นการสะสมทรัพย์ที่เป็นรากฐานอันดีสำหรับตนในภายหน้า เพื่อพวกเขาจะยึดมั่นในชีวิต คือชีวิตที่แท้จริงนั้น” (1 ทิโมธี 6:17–19) เราไม่ยึดถือสิ่งที่ถูกเรียกว่า “ข่าวประเสริฐแห่งความมั่งคั่ง” และเราไม่ได้สอนว่าผู้เชื่อทุกคนจะต้องร่ำรวยมาก เราไม่สนับสนุนความโลภ วัตถุนิยม ความตะกละอยากได้ หรือการรักเงินทอง ตรงกันข้าม เราสอนว่าผู้เชื่อได้รับพระพรเพื่อจะเป็นพระพรแก่ผู้อื่น (ปฐมกาล 12:3; 2 โครินธ์ 9:8)
เราเชื่อว่าการรับมหาสนิทเป็นการระลึกถึงการสิ้นพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า และเราร่วมรับมหาสนิทเพื่อระลึกถึงพระองค์ (1 โครินธ์ 11:24–25) การรับมหาสนิทยังเป็นที่รู้จักในชื่อ “ยูคาริสต์” มาจากคำภาษากรีกว่า ยูคารีสเทีย ซึ่งหมายถึง “การขอบพระคุณ” ที่กางเขน “พระองค์ทรงถูกแทงเพราะการละเมิดของเรา พระองค์ทรงฟกช้ำเพราะความชั่วช้าของเรา การตีสอนเพื่อให้เรามีสันติสุขตกอยู่บนพระองค์ และด้วยบาดแผลของพระองค์ เราจึงได้รับการรักษา” (อิสยาห์ 53:5) เมื่อเราระลึกและถวายเกียรติแด่การสิ้นพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าโดยการร่วมรับมหาสนิทด้วยความเชื่อ เรากำลังถวายคำขอบพระคุณ และรับใหม่อีกครั้งในทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำสำเร็จที่กางเขนเพื่อเรา ซึ่งรวมถึงสุขภาพ ความครบถ้วนสมบูรณ์ และสันติสุข เราร่วมกับผู้ประพันธ์สดุดีประกาศด้วยใจที่เต็มด้วยการขอบพระคุณว่า
“จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระยาห์เวห์และทั้งสิ้นที่อยู่ภายในข้า จงถวายสาธุการแด่พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระยาห์เวห์ และอย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์ ผู้ทรงอภัยความชั่วทั้งสิ้นของเจ้า ผู้ทรงรักษาโรคทั้งสิ้นของเจ้า ผู้ทรงไถ่ชีวิตของเจ้ามาจากหลุมมรณะ ผู้ทรงสวมความรักมั่นคงและพระกรุณาให้เจ้า ผู้ทรงให้เจ้าอิ่มด้วยของดี ตลอดชีวิตของเจ้า วัยหนุ่มของเจ้าจึงกลับคืนมาใหม่อย่างวัยนกอินทรี ” (สดุดี 103:1–5)
เราเชื่อในการร่วมรับมหาสนิทร่วมกันในฐานะพระกายของพระคริสต์ที่เป็นหนึ่งเดียวกันทุกวันอาทิตย์ ตามแบบอย่างของคริสตจักรยุคแรกในพระธรรมกิจการ พระคัมภีร์บอกเราว่า “ในวันต้นสัปดาห์...พวกสาวกได้มาชุมนุมกันเพื่อหักขนมปัง” (กิจการ 20:7)
เราเชื่อว่าเราถูกเรียกให้เป็นเหมือนคริสตจักรยุคแรกในพระธรรมกิจการ ซึ่ง “ได้ยึดมั่นอย่างมั่นคงในคำสอนของพวกอัครทูต ในความสามัคคีธรรม ในการหักขนมปัง และในการอธิษฐาน” (กิจการ 2:42) คริสตจักรยุคแรกในพระธรรมกิจการมีความเข้าใจสำแดงอย่างลึกซึ้งถึงความหมาย ความสำคัญ และฤทธิ์เดชของการรับมหาสนิท นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาไม่ได้ร่วมรับเพียงครั้งคราวเท่านั้น แท้จริงแล้ว พระคัมภีร์บอกเราว่า “พวกเขานมัสการร่วมกันในพระวิหารทุกวัน และพบกันตามบ้านเพื่อร่วมรับประทานพระกระยาหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า และรับประทานอาหารด้วยความยินดีและใจกว้าง” (กิจการ 2:46, NLT)
พวกเขานมัสการร่วมกันในพระวิหารทุกวัน และพบกันตามบ้านเพื่อร่วมรับประทานพระกระยาหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า และรับประทานอาหารด้วยความยินดีและใจกว้าง (กิจการ 2:46, NLT)
เราเชื่อว่าทุกครั้งที่เราร่วมรับมหาสนิท ไม่ว่าจะในการนมัสการร่วมกันในคริสตจักร หรือ “ตามบ้านเรือน” เหมือนในคริสตจักรยุคแรก (กิจการ 2:46) เราควรพิจารณาตนเอง เพื่อให้แน่ใจว่าเรารับอย่างสมควรแก่พระกระยาหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า การรับอย่างสมควร หมายถึงการรับด้วยความเข้าใจสำแดงถึงการงานที่สำเร็จแล้วของพระองค์ โดยตระหนักว่าเราไม่ได้กำลังรับประทานอาหารธรรมดา แต่เป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ถูกแยกไว้เฉพาะ นั่นหมายความว่าเรารับโดยให้ความเชื่อของเรามุ่งอยู่ที่องค์พระเยซูคริสต์เสมอ โดยตระหนักอยู่ตลอดว่า เมื่อเรารับขนมปัง เราระลึกว่าพระกายของพระองค์ถูกหักเพื่อให้เราทั้งหลายได้รับความสมบูรณ์ (1 โครินธ์ 11:24; อิสยาห์ 53:5) และเมื่อเรารับถ้วย เราระลึกว่าพระโลหิตของพระองค์ได้ถูกหลั่งออกเพื่อการอภัยและการลบล้างบาปทั้งสิ้นของเรา (มัทธิว 26:28; โคโลสี 2:13)
เราเชื่อว่าแม้จะมีความแตกต่างกันในแนวปฏิบัติและความเข้าใจด้านหลักคำสอนในนิกายคริสเตียนต่าง ๆ ตลอดประวัติศาสตร์ของคริสตจักร ผู้เชื่อทั้งหลายยังสามารถมีสามัคคีธรรมร่วมกันได้อย่างสอดคล้อง ในฐานะที่ต่างเป็นส่วนหนึ่งแห่งพระกายของพระคริสต์ และดำรงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันบนพื้นฐานแห่งหลักคำสอนสำคัญของความเชื่อคริสเตียน ดังที่ได้สรุปไว้ในคำประกาศความเชื่อของอัครทูต และคำประกาศความเชื่อไนเซีย (1 โครินธ์ 12:12; เอเฟซัส 4:3)”