เกี่ยวกับ New Creation TV

⁠เกี่ยว⁠กับ⁠ ⁠New⁠ ⁠Creation⁠ ⁠TV⁠

⁠ส่อง⁠สว่าง⁠โลก⁠ด้วย⁠ข่าวดี⁠ของ⁠พระ⁠เยซู⁠ผ่าน⁠แต่ละ⁠ภาษา⁠

⁠ความ⁠รัก⁠ที่⁠รู้จัก⁠คุณ⁠ตาม⁠ชื่อ⁠ ⁠ความ⁠หวัง⁠ที่⁠ยึด⁠มั่น⁠เคียง⁠ข้าง⁠ตลอด⁠ค่ำคืน⁠ ⁠การ⁠ให้⁠อภัย⁠ที่⁠โอบ⁠กอด⁠คุณ⁠ไว้⁠ด้วย⁠อ้อม⁠แขน⁠ที่⁠เปิด⁠กว้าง⁠

⁠ผู้คน⁠มากมาย⁠ทั่ว⁠โลก⁠ยัง⁠ไม่⁠เคย⁠ได้⁠สัมผัส⁠ถึง⁠ความ⁠งดงาม⁠ของ⁠พระ⁠เยซู⁠ ⁠และ⁠สิ่ง⁠ที่⁠พระองค์⁠ทรง⁠ทำ⁠บน⁠ไม้⁠กางเขน⁠ ⁠—⁠ ⁠ข่าวดี⁠ที่⁠นำ⁠เรา⁠ทุก⁠คน⁠ออก⁠จาก⁠ความ⁠มืด⁠เข้า⁠สู่⁠ความ⁠สว่าง⁠

⁠นั่น⁠คือ⁠เหตุผล⁠ที่⁠เรา⁠มี⁠พันธ⁠กิจ⁠:⁠ ⁠เพื่อ⁠แบ่ง⁠ปัน⁠พระ⁠กิตติคุณ⁠ใน⁠ภาษา⁠ต่าง⁠ ⁠ๆ⁠ ⁠ทั่ว⁠โลก⁠ ⁠เพื่อ⁠ให้⁠⁠ผู้คน⁠มากมาย⁠⁠ได้⁠มา⁠สัมผัส⁠กับ⁠ความ⁠รัก⁠อัน⁠ยิ่ง⁠ใหญ่⁠ของ⁠พระองค์⁠ที่⁠มี⁠ต่อ⁠พวก⁠เขา⁠!⁠

⁠พระ⁠เยซู⁠ ⁠ผู้ทรง⁠ยก⁠ชู⁠ชีวิต⁠ให้⁠พ้น⁠จาก⁠ความ⁠มืดมน⁠

⁠รวม⁠ทั้ง⁠การ⁠รักษา⁠ความ⁠เจ็บ⁠ป่วย⁠อย่าง⁠เหนือ⁠ธรรมชาติ⁠ ⁠⁠การ⁠ปลด⁠ปล่อย⁠จาก⁠สิ่ง⁠เสพ⁠ติด⁠ ⁠และ⁠การ⁠ฟื้นฟู⁠ความ⁠สัมพันธ์⁠ต่าง⁠ ⁠ๆ⁠ ⁠เรา⁠ยัง⁠คง⁠ได้ยิน⁠เรื่อง⁠ราว⁠จาก⁠ผู้คน⁠ทั่ว⁠โลก⁠ที่⁠เล่า⁠ถึง⁠การ⁠ที่⁠พวก⁠เขา⁠ได้⁠พบ⁠กับ⁠พระ⁠เยซู⁠และ⁠พระองค์⁠ได้⁠เปลี่ยนแปลง⁠ชีวิต⁠ของ⁠พวก⁠เขา⁠อย่างไร⁠

⁠ผลลัพธ์⁠ที่⁠เรา⁠ได้⁠เห็น⁠จาก⁠การ⁠ขยาย⁠การ⁠เข้า⁠ถึง⁠ทาง⁠ดิจิทัล⁠และ⁠โทรทัศน์⁠ใน⁠หลาย⁠ ⁠ๆ⁠ ⁠ประเทศ⁠ ⁠ยิ่ง⁠ตอกย้ำ⁠ถึง⁠ความ⁠จำเป็น⁠ใน⁠การ⁠เดิน⁠หน้า⁠พันธ⁠กิจ⁠บน⁠เส้น⁠ทาง⁠นี้⁠

⁠และ⁠เรา⁠ก็⁠รู้⁠ว่า⁠ยัง⁠มี⁠พื้นที่⁠อีก⁠มากมาย⁠ที่⁠รอ⁠ให้⁠เรา⁠เข้าไป⁠ถึง⁠!⁠

⁠พื้นที่⁠ซึ่ง⁠ New Creation TV ⁠กำลัง⁠เข้าไป⁠ถึง⁠ทั่ว⁠ทุก⁠มุม⁠โลก⁠

⁠พันธ⁠กิจการ⁠นำ⁠พระ⁠กิตติคุณ⁠ไป⁠ทั่ว⁠โลก⁠ของ⁠⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จัก⁠รนิวค⁠รี⁠เอ⁠ชั่น⁠ ⁠⁠มี⁠ความ⁠ปรารถนา⁠ที่⁠จะ⁠ให้⁠ผู้คน⁠ทั่ว⁠โลก⁠ได้⁠พบ⁠กับ⁠พระ⁠เยซู⁠ ⁠ผ่าน⁠พันธ⁠กิจ⁠ของ⁠อาจารย์⁠โจ⁠เซฟ⁠ ⁠ปริ⁠นซ์⁠

การเข้าถึงทั่วโลกของเรา

18

 ⁠ภาษา⁠ ⁠ทั่ว⁠โลก⁠

190+

⁠ประเทศ⁠และ⁠ดิน⁠แดน⁠ทั่ว⁠โลก⁠ ⁠มี⁠การ⁠ออก⁠อากาศ⁠และ⁠สตรี⁠ม⁠จาก⁠ ⁠New Creation TV

⁠ให้⁠พระ⁠กิตติคุณ⁠ส่อง⁠สว่าง⁠ใน⁠ชีวิต⁠ของ⁠คุณ⁠ ⁠ใน⁠ขณะ⁠ที่⁠คุณ⁠ได้⁠พบ⁠กับ⁠พระ⁠เยซู⁠และ⁠พระคุณ⁠อัน⁠มหัศจรรย์⁠ของ⁠พระองค์⁠!⁠

เกี่ยวกับอาจารย์โจเซฟ ปรินซ์ และ เวนดี้ ปรินซ์

ผู้นำแห่งการปฏิรูปความเข้าใจ
เรื่องพระคุณ

⁠ด้วย⁠ประสบการณ์⁠ใน⁠การ⁠รับ⁠ใช้⁠พระเจ้า⁠เต็ม⁠เวลา⁠มายา⁠วนา⁠นก⁠ว่า⁠สอง⁠ทศวรรษ⁠ ⁠ปัจจุบัน⁠อาจารย์⁠โจ⁠เซฟ⁠ ⁠ปริ⁠นซ์⁠ ⁠ได้⁠รับ⁠การ⁠ยอมรับ⁠ใน⁠ฐานะ⁠เป็น⁠ผู้นำ⁠เสียง⁠สำคัญ⁠ใน⁠การ⁠ประกาศ⁠ข่าว⁠ประเสริฐ⁠แห่ง⁠พระคุณ⁠ไป⁠ทั่ว⁠โลก⁠ ⁠ผ่าน⁠ผล⁠งาน⁠หนังสือ⁠ ⁠สื่อ⁠คำ⁠สอน⁠ ⁠และ⁠พันธ⁠กิจ⁠ทาง⁠โทรทัศน์⁠ของ⁠ท่าน⁠

⁠ใน⁠ฐานะ⁠ผู้⁠ประพันธ์⁠หนังสือ⁠ขาย⁠ดี⁠ ⁠เช่น⁠ ⁠The Power of Right Believing, Destined To Reign⁠ ⁠และ⁠ ⁠Unmerited Favor⁠ ⁠อา⁠จาร⁠ย์⁠ปริ⁠นซ์⁠ยัง⁠เป็น⁠วิทยากร⁠ที่⁠ได้⁠รับ⁠เชิญ⁠อย่าง⁠กว้าง⁠ขวาง⁠ใน⁠การ⁠ประชุม⁠และ⁠การ⁠สัมมนา⁠ระดับ⁠นานาชาติ⁠ ⁠โดย⁠ท่าน⁠ได้⁠สร้าง⁠ผลก⁠ระ⁠ทบ⁠ต่อ⁠ผู้⁠นำ⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จักร⁠ทั่ว⁠โลก⁠ ⁠ด้วย⁠การ⁠ประกาศ⁠ข่าว⁠ประเสริฐ⁠อัน⁠บริสุทธิ์⁠ของ⁠องค์⁠พระ⁠เยซู⁠คริสต์⁠ด้วย⁠ความ⁠กล้า⁠หาญ⁠และ⁠หนัก⁠แน่น⁠ ⁠ท่าน⁠เป็น⁠ที่⁠รู้จัก⁠จาก⁠การ⁠ถ่ายทอด⁠พระ⁠วจนะ⁠ของ⁠พระเจ้า⁠ใน⁠รูป⁠แบบ⁠ที่⁠สด⁠ใหม่⁠ ⁠เข้าใจ⁠ง่าย⁠ ⁠และ⁠เปี่ยม⁠ด้วย⁠การ⁠เปิด⁠เผย⁠ความ⁠จริง⁠ฝ่าย⁠จิต⁠วิญญาณ⁠ ⁠ซึ่ง⁠มุ่ง⁠สำแดง⁠ถึง⁠องค์⁠พระ⁠เยซู⁠คริสต์⁠อย่าง⁠ชัดเจน⁠อยู่⁠เสมอ⁠ ⁠นอกจาก⁠นี้⁠ ⁠รูป⁠แบบ⁠การ⁠เทศนา⁠ที่⁠เปี่ยม⁠ด้วย⁠อารมณ์⁠ขัน⁠ ⁠มี⁠พลัง⁠ ⁠และ⁠สร้าง⁠การ⁠มี⁠ส่วน⁠ร่วม⁠ ⁠ยัง⁠ทำให้⁠ท่าน⁠เป็น⁠ที่⁠ชื่น⁠ชอบ⁠ของ⁠ผู้⁠ชม⁠หลาก⁠หลาย⁠กลุ่ม⁠ที่⁠ติดตาม⁠รับ⁠ชม⁠รายการ⁠โทรทัศน์⁠ประจำ⁠วัน⁠ของ⁠ท่าน⁠ ⁠ปัจจุบัน⁠รายการ⁠ของ⁠ท่าน⁠ออก⁠อากาศ⁠เข้า⁠ถึง⁠ครัว⁠เรือน⁠นับ⁠ล้าน⁠ใน⁠ภูมิภาค⁠อเมริกาเหนือ⁠ ⁠ยุโรป⁠ ⁠แอฟริกา⁠ ⁠ออสเตรเลีย⁠ ⁠และ⁠อิสราเอล⁠ ⁠ผ่าน⁠ทั้ง⁠เครือ⁠ข่าย⁠ทั่วไป⁠และ⁠เครือ⁠ข่าย⁠คริสเตียน⁠

⁠องค์⁠พระ⁠ผู้⁠เป็น⁠เจ้า⁠ตรัส⁠กับ⁠ข้าพเจ้า⁠ว่า⁠
⁠ ⁠“⁠จง⁠นำ⁠บุตร⁠ของ⁠เรา⁠ ⁠กลับ⁠คืน⁠สู่⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จักร⁠”⁠

– ⁠อาจารย์⁠โจ⁠เซฟ⁠ ⁠ปริ⁠นซ์⁠

⁠ภาย⁠ใต้⁠การนำ⁠ของ⁠อา⁠จาร⁠ย์⁠ปริ⁠นซ์⁠ ⁠⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จัก⁠รนิวค⁠รี⁠เอ⁠ชั่น⁠⁠ได้⁠เติบโต⁠ขึ้น⁠มากกว่า⁠หนึ่ง⁠ร้อย⁠เท่า⁠ ⁠ปัจจุบัน⁠ท่าน⁠ยัง⁠คง⁠รับ⁠ใช้⁠ร่วม⁠กับ⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จักร⁠ใน⁠ฐานะ⁠อาสา⁠สมัคร⁠

⁠หลัง⁠จาก⁠ได้⁠วาง⁠รากฐาน⁠และ⁠เสริม⁠สร้าง⁠ผู้นำ⁠และ⁠สมาชิก⁠ของ⁠⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จัก⁠รนิวค⁠รี⁠เอ⁠ชั่น⁠⁠บน⁠รากฐาน⁠อัน⁠มั่นคง⁠ใน⁠พระ⁠เยซู⁠คริสต์⁠แล้ว⁠ ⁠ ⁠ปัจจุบัน⁠อาจารย์⁠โจ⁠เซฟ⁠ ⁠ปริ⁠นซ์⁠ ⁠กำลัง⁠ปฏิบัติ⁠พันธ⁠กิจ⁠ที่⁠พระเจ้า⁠ทรง⁠มอบ⁠หมาย⁠ให้ท่า⁠นอ⁠ย่าง⁠แข็ง⁠ขัน⁠ทั่ว⁠โลก⁠ ⁠เพื่อ⁠ประกาศ⁠พระคุณ⁠อัน⁠มิได้⁠เกิด⁠จาก⁠ความ⁠ดี⁠ความ⁠ชอบ⁠ของ⁠มนุษย์⁠โดย⁠ปราศจาก⁠การ⁠ประนีประนอม⁠ ⁠ท่าน⁠ดำรง⁠ตำแหน่ง⁠ผู้นำ⁠ของ⁠พันธ⁠กิจ⁠โจ⁠เซฟ⁠ ⁠ปริ⁠นซ์⁠ ⁠(⁠Joseph⁠ ⁠Prince⁠ ⁠Ministries⁠,⁠ ⁠Inc⁠.⁠)⁠ ⁠องค์กร⁠นานาชาติ⁠ที่⁠ไม่⁠แสวงหา⁠ผล⁠กำไร⁠ ⁠ซึ่ง⁠มุ่ง⁠สร้าง⁠ ⁠เสริม⁠กำลัง⁠ใจ⁠ ⁠และ⁠สร้าง⁠แรง⁠บันดาล⁠ใจ⁠แก่⁠ผู้คน⁠ด้วย⁠ข่าว⁠ประเสริฐ⁠ของ⁠พระ⁠เยซู⁠คริสต์⁠ ⁠ผ่าน⁠การ⁠ออก⁠อากาศ⁠ทาง⁠โทรทัศน์⁠ควบคู่⁠กับ⁠เทคโนโลยี⁠สื่อ⁠ยุค⁠ใหม่⁠พันธ⁠กิจ⁠ของ⁠อา⁠จาร⁠ย์⁠ปริ⁠นซ์⁠ใน⁠บท⁠บา⁠ทศิษ⁠ยา⁠ภิ⁠บาล⁠ ⁠ครู⁠ผู้⁠สอน⁠ ⁠วิทยากร⁠การ⁠ประชุม⁠ ⁠และ⁠ผู้⁠ประพันธ์⁠ ⁠ยัง⁠คง⁠ส่ง⁠ผล⁠เปลี่ยนแปลง⁠ชีวิต⁠ผู้คน⁠จำนวน⁠มาก⁠อย่าง⁠ต่อ⁠เนื่อง⁠ ⁠โดย⁠นำพา⁠ผู้คน⁠ออก⁠จาก⁠แอก⁠อัน⁠หนัก⁠แห่ง⁠ธรรม⁠บัญญัติ⁠ ⁠ความ⁠รู้สึก⁠ผิด⁠ ⁠และ⁠การ⁠กล่าว⁠โทษ⁠ ⁠โดย⁠การ⁠ชี้⁠ให้⁠ผู้คน⁠มอง⁠ไป⁠ที่⁠พระ⁠เยซู⁠และ⁠การ⁠งาน⁠ที่⁠สำเร็จ⁠แล้ว⁠ของ⁠พระองค์⁠บน⁠กาง⁠เข⁠นที่⁠กัล⁠วารี⁠

⁠อา⁠จาร⁠ย์⁠ปริ⁠นซ์⁠เชื่อ⁠มั่น⁠ใน⁠ศักยภาพ⁠อัน⁠ดี⁠ที่สุด⁠ของ⁠ผู้คน⁠ ⁠และ⁠มุ่ง⁠มั่น⁠ที่⁠จะ⁠ช่วย⁠ให้⁠พวก⁠เขา⁠ค้น⁠พบ⁠หนทาง⁠ใน⁠การ⁠ดำเนิน⁠ชีวิต⁠อย่าง⁠มี⁠ชัยชนะ⁠โดย⁠พระคุณ⁠อัน⁠ไพบูลย์⁠และ⁠ของ⁠ประทาน⁠แห่ง⁠ความ⁠ชอบ⁠ธรรม⁠ ⁠ความ⁠ปรารถนา⁠ของ⁠ท่าน⁠คือ⁠การ⁠ช่วย⁠ให้⁠ผู้⁠เชื่อ⁠ใน⁠ยุค⁠ปัจจุบัน⁠มี⁠ความ⁠เข้าใจ⁠อย่าง⁠ถูก⁠ต้อง⁠เกี่ยว⁠กับ⁠พันธ⁠สัญญา⁠ใหม่⁠แห่ง⁠พระคุณ⁠ ⁠และ⁠ตระหนัก⁠ถึง⁠พระพร⁠อัน⁠เหลือ⁠ล้น⁠ ⁠ความ⁠โปรดปราน⁠ที่⁠มากมาย⁠ ⁠และ⁠ความ⁠รัก⁠อัน⁠ลึก⁠ซึ้ง⁠ที่⁠พวก⁠เขา⁠ได้⁠รับ⁠จาก⁠พระ⁠บิดา⁠ใน⁠สวรรค์⁠แล้ว⁠

เวนดี้ ปรินซ์

⁠เป็น⁠ภรรยา⁠ผู้⁠สนับสนุน⁠และ⁠เคียง⁠ข้าง⁠อา⁠จาร⁠ย์⁠ปริ⁠นซ์⁠ ⁠พร้อม⁠ทั้ง⁠เป็น⁠มารดา⁠ผู้⁠เปี่ยม⁠ด้วย⁠ความ⁠รัก⁠ต่อ⁠เจ⁠ส⁠สิ⁠กา⁠ ⁠เชย์⁠นา⁠ ⁠และ⁠จัส⁠ติน⁠ ⁠เดวิด⁠ ⁠ทั้งนี้⁠ ⁠เวน⁠ดี้⁠ ⁠ปริ⁠นซ์⁠ ⁠เป็น⁠แบบ⁠อย่าง⁠ของ⁠สตรี⁠ผู้ทรง⁠คุณธรรม⁠ตาม⁠ที่⁠กล่าว⁠ไว้⁠ใน⁠สุภาษิต⁠บท⁠ที่⁠ ⁠31⁠ ⁠เธอ⁠เป็น⁠แหล่ง⁠แห่ง⁠ความ⁠รัก⁠และ⁠การ⁠สนับสนุน⁠อย่าง⁠มั่นคง⁠แก่⁠อา⁠จาร⁠ย์⁠ปริ⁠นซ์⁠ ⁠และ⁠ได้⁠อุทิศ⁠ตน⁠ใน⁠การ⁠อบรม⁠เลี้ยง⁠ดู⁠เจ⁠ส⁠สิ⁠กา⁠ ⁠เชย์⁠นา⁠ ⁠และ⁠จัส⁠ติน⁠ ⁠เดวิด⁠ ⁠ให้⁠เติบโต⁠ขึ้น⁠ใน⁠ทาง⁠ของ⁠องค์⁠พระ⁠ผู้⁠เป็น⁠เจ้า⁠ ⁠ความ⁠ถ่อม⁠ใจ⁠ ⁠ความ⁠อบอุ่น⁠ ⁠และ⁠ความ⁠รัก⁠อย่าง⁠จริงใจ⁠ของ⁠เธอ⁠ที่⁠มี⁠ต่อ⁠พระเจ้า⁠และ⁠ต่อ⁠ผู้คน⁠นั้น⁠ ⁠ได้⁠นำ⁠ไป⁠สู่⁠การ⁠ให้⁠คำ⁠ปรึกษา⁠ ⁠การ⁠หนุน⁠ใจ⁠ ⁠และ⁠เป็น⁠พระพร⁠ต่อ⁠ชีวิต⁠ของ⁠ผู้คน⁠มากมาย⁠

⁠ข้าพเจ้า⁠ขอ⁠อธิษฐาน⁠ว่า⁠ ⁠ใน⁠ฐานะ⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จักร⁠ ⁠เรา⁠จะ⁠เป็น⁠ดั่ง⁠มา⁠รีย์⁠ ⁠ผู้⁠ซึ่ง⁠นั่ง⁠อยู่⁠แทบ⁠พระบาท⁠ของ⁠องค์⁠พระ⁠เยซู⁠ ⁠กระทำ⁠สิ่ง⁠เดียว⁠ที่⁠จำเป็น⁠ที่สุด⁠ ⁠คือ⁠การ⁠รับ⁠จาก⁠พระองค์⁠ ⁠และ⁠รับ⁠ความ⁠รัก⁠กับ⁠พระคุณ⁠ของ⁠พระองค์⁠ที่⁠สด⁠ใหม่⁠ใน⁠ทุก⁠วัน⁠
– ⁠เวน⁠ดี้⁠ ⁠ปริ⁠นซ์⁠

เกี่ยวกับคริสตจักรนิวครีเอชั่น

⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จัก⁠รนิวค⁠รี⁠เอ⁠ชั่น⁠⁠ ⁠เป็น⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จักร⁠ท้อง⁠ถิ่น⁠ซึ่ง⁠ตั้ง⁠อยู่⁠ใน⁠ประเทศ⁠สิงคโปร์⁠

⁠นิมิต⁠ของ⁠เรา⁠คือ⁠ ⁠การ⁠เห็น⁠องค์⁠พระ⁠เยซู⁠คริสต์⁠ใน⁠ความ⁠งดงาม⁠แห่ง⁠พระ⁠ลักษณะ⁠ของ⁠พระองค์⁠ ⁠และ⁠ใน⁠ความ⁠สมบูรณ์⁠ครบ⁠ถ้วน⁠แห่ง⁠การ⁠งาน⁠ของ⁠พระองค์⁠ ⁠พร้อม⁠ทั้ง⁠ประกาศ⁠พระองค์⁠ให้⁠เป็น⁠ที่⁠รู้จัก⁠โดย⁠การ⁠เทศนา⁠ถึง⁠ข่าว⁠ประเสริฐ⁠

⁠ที่⁠⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จัก⁠รนิวค⁠รี⁠เอ⁠ชั่น⁠ ⁠⁠เรา⁠เชื่อ⁠ว่า⁠เรา⁠ทั้ง⁠หลาย⁠เป็น⁠ที่รัก⁠ยิ่ง⁠ของ⁠พระเจ้า⁠ ⁠พระองค์⁠ทรง⁠สำแดง⁠ความ⁠รัก⁠นี้⁠โดย⁠การ⁠ประทาน⁠สิ่ง⁠ที่⁠ดี⁠ที่สุด⁠จาก⁠สวรรค์⁠ ⁠คือ⁠พระ⁠เยซู⁠พระ⁠บุตร⁠องค์⁠เดียว⁠ของ⁠พระองค์⁠เพื่อ⁠เรา⁠ทุก⁠คน⁠ ⁠เมื่อ⁠เรา⁠ได้⁠รับ⁠ความ⁠จริง⁠นี้⁠ ⁠เรา⁠จะ⁠ถูก⁠เปลี่ยนแปลง⁠ด้วย⁠พระคุณ⁠ของ⁠พระองค์⁠จาก⁠ภายใน⁠สู่⁠ภายนอก⁠ ⁠นี่⁠คือ⁠ความ⁠งดงาม⁠ของ⁠การ⁠เชื่อ⁠และ⁠ดำเนิน⁠ชีวิต⁠อยู่⁠ใน⁠ความ⁠รัก⁠และ⁠พระคุณ⁠ของ⁠พระเจ้า⁠พระ⁠บิดา⁠!⁠

⁠อาจารย์⁠โจ⁠เซฟ⁠ ⁠ปริ⁠นซ์⁠ ⁠เทศนา⁠เป็น⁠ประจำ⁠ที่⁠⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จัก⁠รนิวค⁠รี⁠เอ⁠ชั่น⁠⁠ใน⁠ฐานะ⁠ผู้รับ⁠ใช้⁠อาสา⁠สมัคร⁠ ⁠คำ⁠เทศนา⁠ของ⁠ท่าน⁠ที่⁠มี⁠พระ⁠คริสต์⁠เป็น⁠ศูนย์กลาง⁠ ⁠ได้⁠เข้า⁠ถึง⁠ผู้คน⁠นับ⁠ล้าน⁠ทั่ว⁠โลก⁠ใน⁠ทุก⁠ ⁠ๆ⁠ ⁠วัน⁠

⁠แถลงการณ์⁠การ⁠ไม่⁠สังกัด⁠องค์กร⁠ใด⁠ ⁠ๆ⁠

⁠นอก⁠เหนือ⁠จาก⁠ที่⁠ได้⁠ระบุ⁠ไว้⁠อย่าง⁠ชัดเจน⁠บน⁠เว็บไซต์⁠ทางการ⁠ของ⁠เรา⁠ ⁠หรือ⁠ใน⁠หนังสือ⁠และ⁠จดหมาย⁠โต้ตอบ⁠อย่าง⁠เป็น⁠ทางการ⁠จาก⁠เรา⁠⁠ ⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จัก⁠รนิวค⁠รี⁠เอ⁠ชั่น⁠⁠ไม่มี⁠ความ⁠เกี่ยวข้อง⁠ไม่⁠ว่า⁠จะ⁠ทาง⁠ตรง⁠หรือ⁠ทาง⁠อ้อม⁠ ⁠กับ⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จักร⁠ ⁠พันธ⁠กิจ⁠ ⁠ผู้รับ⁠ใช้⁠ ⁠องค์กร⁠ ⁠การ⁠เคลื่อนไหว⁠หรือ⁠แพลตฟอร์ม⁠ดิจิทัล⁠ใด⁠ ⁠ๆ⁠ ⁠ทั้ง⁠ใน⁠ประเทศ⁠และ⁠ต่าง⁠ประเทศ⁠ ⁠หาก⁠บุคคล⁠ ⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จักร⁠ ⁠องค์กร⁠ ⁠หรือ⁠กลุ่ม⁠ใด⁠ที่⁠อ้าง⁠ว่า⁠มี⁠ความ⁠เกี่ยวข้อง⁠กับ⁠⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จัก⁠รนิวค⁠รี⁠เอ⁠ชั่น⁠⁠ ⁠(⁠และ⁠/⁠หรือ⁠ ⁠อาจารย์⁠โจ⁠เซฟ⁠ ⁠ปริ⁠นซ์⁠)⁠ ⁠ให้⁠ถือว่า⁠การก⁠ล่า⁠วอ้า⁠งดัง⁠กล่าว⁠เป็นก⁠ระ⁠ทำ⁠ไป⁠โดย⁠ปราศจาก⁠อำนาจ⁠และ⁠ความ⁠ยินยอม⁠ ⁠และ⁠ไม่⁠ก่อ⁠ให้⁠เกิด⁠สิทธิ⁠ ⁠หน้าที่⁠ ⁠ความ⁠ผูกพัน⁠หรือ⁠ความ⁠รับ⁠ผิด⁠ใด⁠ ⁠ๆ⁠ ⁠แก่⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จัก⁠รนิวค⁠รี⁠เอ⁠ชั่น⁠ ⁠ทั้งนี้⁠ ⁠มิ⁠ให้⁠ถือว่า⁠บุคคล⁠หรือ⁠หน่วย⁠งาน⁠ดัง⁠กล่าว⁠เป็น⁠ผู้⁠แทน⁠ของ⁠เรา⁠ไม่⁠ว่า⁠ใน⁠กรณี⁠ใด⁠ ⁠ๆ⁠

⁠หาก⁠ท่าน⁠ทราบ⁠ถึง⁠บุคคล⁠ ⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จักร⁠ ⁠องค์กร⁠ ⁠หรือ⁠กลุ่ม⁠ใด⁠ที่⁠อ้าง⁠ว่า⁠มี⁠ความ⁠เกี่ยวข้อง⁠หรือ⁠ได้⁠รับ⁠การ⁠รับรอง⁠จาก⁠เรา⁠ ⁠(⁠และ⁠/⁠หรือ⁠ ⁠อาจารย์⁠โจ⁠เซฟ⁠ ⁠ปริ⁠นซ์⁠)⁠ ⁠และ⁠/⁠หรือ⁠ใช้⁠การก⁠ล่า⁠วอ้า⁠งดัง⁠กล่าว⁠เพื่อ⁠ระดม⁠ทุน⁠หรือ⁠ประชาสัมพันธ์⁠กิจกรรม⁠ของ⁠ตน⁠ ⁠โปรด⁠แจ้ง⁠ให้⁠เรา⁠ทราบ⁠ทันที⁠⁠ที่⁠นี่⁠

⁠หาก⁠ประสงค์⁠จะ⁠ทราบ⁠ข้อมูล⁠เพิ่ม⁠เติม⁠เกี่ยว⁠กับ⁠⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จัก⁠รนิวค⁠รี⁠เอ⁠ชั่น⁠⁠ ⁠กรุณา⁠คลิก⁠⁠ที่⁠นี่⁠

⁠สิ่ง⁠ที่⁠เรา⁠เชื่อ⁠

⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จัก⁠รนิวค⁠รี⁠เอ⁠ชั่น⁠เป็น⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จักร⁠ท้อง⁠ถิ่น⁠ที่⁠ตั้ง⁠อยู่⁠ใน⁠ประเทศ⁠สิงคโปร์⁠ ⁠นิมิต⁠ของ⁠เรา⁠คือ⁠ ⁠การ⁠เห็น⁠องค์⁠พระ⁠เยซู⁠คริสต์⁠ใน⁠ความ⁠งดงาม⁠แห่ง⁠พระ⁠ลักษณะ⁠ของ⁠พระองค์⁠ ⁠และ⁠ใน⁠ความ⁠สมบูรณ์⁠แห่ง⁠การ⁠งาน⁠ที่⁠สำเร็จ⁠แล้ว⁠ของ⁠พระองค์⁠ ⁠พร้อม⁠ทั้ง⁠ประกาศ⁠พระองค์⁠ให้⁠เป็น⁠ที่⁠รู้จัก⁠โดย⁠การ⁠เทศนา⁠ถึง⁠ข่าว⁠ประเสริฐ⁠

⁠เรา⁠ขอ⁠เชิญ⁠ท่าน⁠มา⁠เรียน⁠รู้⁠เพิ่ม⁠เติม⁠เกี่ยว⁠กับ⁠⁠รากฐาน⁠แห่ง⁠ความ⁠เชื่อ⁠ของ⁠เรา⁠⁠ ⁠และ⁠หลัก⁠ความ⁠เชื่อ⁠ที่⁠เรา⁠ยึดถือ⁠ ⁠อาทิ⁠⁠ ⁠การ⁠มี⁠ชัย⁠เหนือ⁠ความ⁠บาป⁠ ⁠ฤทธิ์⁠อำนาจ⁠แห่ง⁠พระคุณ⁠ ⁠การก⁠ลับ⁠ใจ⁠ใหม่⁠ ⁠การ⁠จัด⁠เตรียม⁠ของ⁠พระเจ้า⁠ ⁠การ⁠รับ⁠มหา⁠สนิท⁠⁠ ⁠และ⁠⁠ความ⁠เป็น⁠หนึ่ง⁠เดียว⁠ของ⁠ค⁠ริ⁠สต⁠จักร⁠⁠ซึ่ง⁠พระเจ้า⁠ได้⁠ทรง⁠เรียก⁠เรา⁠ ⁠ผ่าน⁠คำแถลง⁠หลัก⁠ข้อ⁠เชื่อ⁠ของ⁠เรา⁠ด้าน⁠ล่าง⁠ ⁠ ⁠

⁠ท่าน⁠อาจ⁠สนใจ⁠อ่าน⁠บทความ⁠เรื่อง⁠ ⁠⁠“⁠พระคุณ⁠แท้⁠กับ⁠พระคุณ⁠เทียม⁠”⁠⁠ ⁠เพื่อ⁠ความ⁠เข้าใจ⁠ที่⁠ลึก⁠ซึ้ง⁠ยิ่ง⁠ขึ้น⁠

เราเชื่อและยืนยันคำประกาศความเชื่อของอัครทูต และคำประกาศความเชื่อไนซีน 

เราเชื่อในสิทธิอำนาจสูงสุดของพระคัมภีร์ในฐานะพระวจนะของพระเจ้า โดยเชื่อว่าพระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นรากฐานอันมั่นคงไม่สั่นคลอนสำหรับหลักคำสอนที่ถูกต้อง (2 ทิโมธี 3:16–17)

เราเชื่อว่ามีพระเจ้าเพียงองค์เดียว ผู้ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์ในสามพระภาค คือ พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ (มัทธิว 3:16–17; 2 โครินธ์ 13:14; เอเฟซัส 4:4–6)

เราเชื่อในความเป็นพระเจ้าขององค์พระเยซูคริสต์ ในการประสูติจากหญิงพรหมจารี ในชีวิตที่ปราศจากบาป ในฤทธิ์อำนาจแห่งการรักษาโรคและการอัศจรรย์ ในการสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปโดยการถวายพระองค์เป็นเครื่องบูชาบนไม้กางเขน ในการเป็นขึ้นจากความตายด้วยพระกาย และในการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ประทับ ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระบิดา ในฐานะมหาปุโรหิตและคนกลางของเรา เราเชื่อว่าองค์พระเยซูเจ้าจะเสด็จกลับมาอีกตามพระสัญญาของพระองค์ (ยอห์น 14:2–3; มัทธิว 24:30)

เราเชื่อว่าบัพติศมาในน้ำเป็นการแสดงออกภายนอกถึงความเชื่อ ซึ่งสำแดงถึงการมีส่วนร่วมของผู้เชื่อในการสิ้นพระชนม์ การถูกฝัง และการเป็นขึ้นจากความตายขององค์พระเยซูคริสต์ (กิจการ 8:12; โรม 6:4)

เราเชื่อว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้ปลอบประโลมและผู้ทรงนำในทุกด้านของชีวิต (ยอห์น 14:26) เราเชื่อในการรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยมีหมายสำคัญคือการอธิษฐานในพระวิญญาณ (กิจการ 2:1–4) เราเชื่อในของประทานทั้งเก้าประการของพระวิญญาณ และในคุณลักษณะทั้งเก้าประการซึ่งเป็นผลของพระวิญญาณ (1 โครินธ์ 12:7–11; กาลาเทีย 5:22–23)

เราเชื่อในข่าวประเสริฐว่า พระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น (ยอห์น 3:16–17) เราเชื่อว่าเราได้รับการทรงเรียกให้นำข่าวประเสริฐนี้—คือข่าวประเสริฐแห่งพระคุณ—ไปประกาศแก่ชนทุกชาติ (กิจการ 20:24)

เราเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต (ยอห์น 14:6) ทุกคนที่ร้องทูลพระนามขององค์พระเยซูจะได้รับความรอด (โรม 10:13) พระคัมภีร์บอกเราว่า “คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด เพราะว่าการเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม และการยอมรับด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด” (โรม 10:9–10)

เราเชื่อว่าความบาปทำให้เราถูกแยกจากพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ และค่าจ้างของความบาปคือความตาย โรม 6:23 กล่าวว่า “ค่าจ้างของความบาปคือความตาย” แต่ข่าวดีคือข้อพระคัมภีร์นี้ไม่ได้จบเพียงเท่านั้น เพราะกล่าวต่อว่า “แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” ในพระคริสต์ “เรามีการไถ่โดยพระโลหิตของพระองค์ คือการทรงยกโทษบาป ตามความมั่งคั่งแห่งพระคุณของพระองค์” (เอเฟซัส 1:7) พระคัมภีร์ยังกล่าวด้วยว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรมที่จะทรงโปรดยกโทษบาปของเรา และชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1 ยอห์น 1:9) ดังนั้น เมื่อใครก็ตามมาเป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เขาจะยอมรับบาปของตน ตระหนักถึงความจำเป็นต้องมีพระผู้ช่วยให้รอด และตัดสินใจส่วนตัวที่จะรับการอภัยบาปอย่างสมบูรณ์จากพระองค์

เราเชื่อว่าในฐานะผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ เราถูกเรียกให้ดำเนินชีวิตอย่างมีชัยเหนืออำนาจของความบาป และ “ดำเนินชีวิตอย่างสมควรต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และเป็นที่ชอบพระทัยของพระองค์ทุกประการ เกิดผลในการดีทุกอย่าง และเจริญขึ้นในความรู้ถึงเรื่องพระเจ้า” (โคโลสี 1:10) เราเชื่อว่าความบาปย่อมนำมาซึ่งผลที่ก่อให้เกิดความพินาศเสมอ อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวมิใช่การลงโทษจากพระเจ้าต่อผู้เชื่อ แต่เป็นผลตามธรรมชาติของความบาปนั้นเอง เพื่อให้เห็นภาพ เปรียบเหมือนผู้เชื่อที่ใช้เสรีภาพในการตัดสินใจของตน เอามือไปแตะกองไฟที่กำลังลุกอยู่ ผลที่เกิดขึ้นคือการถูกไฟลวก ซึ่งเป็นผลจากการเลือกกระทำของบุคคลนั้นเอง มิใช่การลงโทษจากพระเจ้า

เราเชื่อว่าพระคุณทรงเป็นผู้สอน ที่สอนผู้เชื่อแท้ให้ละทิ้งความอธรรมและตัณหาฝ่ายโลก  พระคัมภีร์กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “พระคุณของพระเจ้าปรากฏแล้ว เพื่อช่วยทุกคนให้รอด และเพื่อสอนเราให้ละทิ้งความอธรรมและโลกียตัณหา และให้ดำเนินชีวิตในยุคนี้อย่างมีสติสัมปชัญญะ อย่างชอบธรรมและให้ดำเนินตามทางพระเจ้า” (ทิตัส 2:11–12) เราเชื่อว่าพระคุณมิใช่ใบอนุญาตให้ทำบาป ผู้ใดที่กล่าวอ้างเช่นนั้นเพื่อสนับสนุนการเลือกดำเนินชีวิตของตนเอง ย่อมไม่เข้าใจข่าวประเสริฐแห่งพระคุณ และมิได้เป็นตัวแทนความเชื่อของเรา

เราเชื่อว่าความบาปจะไม่ครอบงำผู้เชื่อที่มีความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับข่าวประเสริฐแห่งพระคุณ และยึดมั่นในอัตลักษณ์แห่งความชอบธรรมของตนในพระคริสต์ โรม 6:8, 12–14 กล่าวว่า “ถ้าเราตายกับพระคริสต์ เราเชื่อว่าเราจะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ด้วย...ฉะนั้นอย่าให้ความบาปครอบงำในกายที่ต้องตายของท่าน เพื่อท่านจะเชื่อฟังตัณหาของมัน และอย่านำอวัยวะของท่านไปเป็นเครื่องมือของความอธรรมแก่ความบาป แต่จงถวายตัวของท่านแด่พระเจ้า เสมือนหนึ่งผู้ที่เป็นขึ้นจากความตายแล้ว และถวายอวัยวะของท่านเป็นเครื่องมือของความชอบธรรมแด่พระเจ้า เพราะความบาปจะไม่ครอบงำท่าน เนื่องจากท่านไม่ได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ”

“บาปจะไม่ครอบงำพวกท่านต่อไป เพราะว่าท่านไม่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ” (โรม 6:14)

เราเชื่อว่าผลอันดีของข่าวประเสริฐแห่งพระคุณจะนำไปสู่การดำเนินชีวิตอย่างมีชัยชนะเหนือความบาป การสมรสที่งดงาม ครอบครัวที่เข้มแข็ง ความใจกว้างที่แท้จริง และผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่จะครอบครองในทุกด้านของชีวิต เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ในโรม 5:17 กล่าวว่า “มากยิ่งกว่านั้นคนทั้งหลายที่รับพระกรุณาอันไพบูลย์ และรับของประทานคือความชอบธรรมก็จะดำรงชีวิต และครอบครองโดยพระองค์ผู้เดียว คือพระเยซูคริสต์”

เราเชื่อว่าผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่อย่างแท้จริง มิได้แสวงหาข้ออ้างในการทำบาป เพราะเมื่อเขาได้รับผลกระทบจากความรักและการทรงสละพระชนม์ของพระเยซูแล้ว เขาย่อมไม่ปรารถนาจะดำเนินอยู่ในบาป เราเชื่อว่าผู้เชื่อเหล่านั้นกำลังแสวงหาทางออกจากความบาป และจากพันธนาการแห่งความกลัว ความรู้สึกผิด และการกล่าวโทษ เราได้เห็นเป็นประจักษ์ว่า เมื่อมีการประกาศพระคุณอันอัศจรรย์และความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้ามากขึ้นเพียงใด ก็ยิ่งมีคำพยานมากมายจากผู้คนทั่วโลกที่ได้รับการปลดปล่อยจากสื่อลามก การติดสุรา ยาเสพติด และการล่วงประเวณีมากขึ้นเพียงนั้น นี่คือฤทธิ์เดชของข่าวประเสริฐแห่งพระคุณ เมื่อเราประกาศถึงพระเยซูคริสต์ ความบาปย่อมสูญเสียอำนาจที่จะครอบงำชีวิตมนุษย์ และการกลับใจที่แท้จริงก็เกิดขึ้น

เราเชื่อว่าในปัจจุบัน เราอยู่ภายใต้พันธสัญญาใหม่แห่งพระคุณ “เพราะว่าเราได้ธรรมบัญญัตินั้นทางโมเสส ส่วนพระคุณและความจริงมาทางพระเยซูคริสต์ ” (ยอห์น 1:17) พันธสัญญาเดิมแห่งธรรมบัญญัติได้ประทานผ่านผู้รับใช้ แต่พระคุณและความจริงได้มาทางพระบุตร ธรรมบัญญัติกล่าวถึงสิ่งที่มนุษย์พึงเป็น แต่พระคุณสำแดงว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใดต่อมนุษย์ในการอัศจรรย์ครั้งแรกของโมเสส น้ำได้กลายเป็นเลือด นำไปสู่ความตาย แต่ในการอัศจรรย์ครั้งแรกแห่งพระคุณ พระเยซูทรงเปลี่ยนน้ำเป็นเหล้าองุ่น นำไปสู่ชีวิตและความชื่นชมยินดีตัวอักษรแห่งธรรมบัญญัตินำความตาย แต่พระวิญญาณประทานชีวิต (2 โครินธ์ 3:6) ภายใต้ธรรมบัญญัติ พระเจ้าทรงเรียกร้องความชอบธรรมจากมนุษย์ที่ล้มละลายฝ่ายวิญญาณ แต่ภายใต้พระคุณ พระเจ้าทรงประทานความชอบธรรมเป็นของประทาน (2 โครินธ์ 5:21; โรม 5:17)

เราเชื่อว่าโดยกางเขนที่คัลวารี ผู้ใดก็ตามที่เชื่อในพระเยซูและยอมรับพระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอด ย่อมอยู่ภายใต้พันธสัญญาใหม่แห่งพระคุณ ภายใต้ธรรมบัญญัติ พระเจ้าตรัสว่าจะไม่ทรงยกโทษคนผิด และจะทรงลงโทษความบาปไปถึงลูกหลานถึงสามชั่วสี่ชั่วอายุคน (อพยพ 34:7)  แต่ภายใต้พระคุณ พระเจ้าตรัสว่า “เราจะเมตตาต่อความอธรรมของเขา และจะไม่จดจำบาปและการอธรรมของเขาอีกต่อไป” (ฮีบรู 8:12) ธรรมบัญญัติมุ่งเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง แต่พระคุณมุ่งเน้นพระเยซูคริสต์เป็นศูนย์กลาง ธรรมบัญญัติมุ่งที่สิ่งซึ่งเราต้องกระทำเพื่อจะได้ความชอบธรรม แต่พระคุณมุ่งที่สิ่งซึ่งพระเยซูได้ทรงกระทำสำเร็จแล้วเพื่อให้เราได้รับความชอบธรรม ภายใต้ธรรมบัญญัติ เราถูกตัดสิทธิ์เพราะความไม่เชื่อฟังของเรา แต่ภายใต้พระคุณ เราได้รับการรับรองโดยความเชื่อฟังของพระเยซู ภายใต้ธรรมบัญญัติ เราถูกนับว่าชอบธรรมเมื่อเราทำถูกต้อง แต่ภายใต้พระคุณ เราถูกนับว่าชอบธรรมเมื่อเราเชื่ออย่างถูกต้อง
(โรม 4:3–8)

คือว่าเราได้ธรรมบัญญัตินั้นมาทางโมเสส ส่วนพระคุณและความจริงมาทางพระเยซูคริสต์ (ยอห์น 1:17)

เราเชื่อว่าธรรมบัญญัติสิบประการนั้นบริสุทธิ์ ยุติธรรม ทรงเกียรติ และดี และเราถวายเกียรติและความเคารพอย่างสูงสุดต่อธรรมบัญญัติอันสมบูรณ์ของพระเจ้า เราเชื่อว่าธรรมบัญญัติสิบประการมีมาตรฐานที่บริสุทธิ์และเคร่งครัดอย่างยิ่ง จนดังที่กาลาเทีย 3:11 กล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมต่อพระพักตร์พระเจ้าได้โดยธรรมบัญญัติ”ความชอบธรรมต่อพระพักตร์พระเจ้ามีได้โดยความเชื่อในพระคริสต์เท่านั้น ดังที่พระคัมภีร์กล่าวว่า “โดยรู้ว่ามนุษย์ไม่ได้รับการทรงนับว่าชอบธรรมโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ แต่โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ แม้เราก็ได้เชื่อในพระเยซูคริสต์ เพื่อเราจะได้รับการทรงนับว่าชอบธรรมโดยความเชื่อในพระคริสต์ และไม่ใช่โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ เพราะว่าไม่มีผู้ใดจะได้รับการทรงนับว่าชอบธรรมโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ...เพราะโดยธรรมบัญญัตินั้น ข้าพเจ้าได้ตายต่อธรรมบัญญัติแล้ว เพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ต่อพระเจ้า ข้าพเจ้าถูกตรึงร่วมกับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยความเชื่อในพระบุตรของพระเจ้าผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ได้ทำให้พระคุณของพระเจ้าเป็นโมฆะ เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็สิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์” (กาลาเทีย 2:16, 19–21)

เราเชื่อว่าผู้เชื่อซึ่งได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยฤทธิ์เดชแห่งพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้า ย่อมมีความปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับคุณลักษณะทางศีลธรรม ค่านิยม และคุณธรรมซึ่งบัญญัติสิบประการส่งเสริม พระคุณแท้ย่อมนำไปสู่ความบริสุทธิ์แท้ ดังที่อัครทูตเปาโลประกาศว่า “ความรักไม่กระทำอันตรายแก่เพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้นความรักจึงเป็นการทำให้ธรรมบัญญัติสำเร็จ” (โรม 13:10)

เราเชื่อว่าประชากรของพระเจ้าที่อยู่ภายใต้พระคุณ ไม่เพียงแต่ทำตามตัวอักษรของธรรมบัญญัติเท่านั้น แต่ในพระคริสต์ พวกเขาทำได้เกินกว่านั้นและยอมไปไกลยิ่งกว่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น ธรรมบัญญัติอาจบัญชาได้เพียงว่า ‘อย่าล่วงประเวณี’ และแม้บุคคลหนึ่งจะสามารถรักษาบทบัญญัตินั้นได้ในทางภายนอก ภายในจิตใจของเขาอาจยังปราศจากความรักแท้ต่อคู่สมรสของตน พระคุณมิได้ทรงกระทำเพียงเพื่อควบคุมพฤติกรรมภายนอกหรือปรับเปลี่ยนการประพฤติเท่านั้น หากแต่ทรงลงลึกถึงภายในจิตใจ พระคุณทรงสอนให้ชายคนหนึ่งรักภรรยาของตน ดังที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร และทรงเสริมสร้างชีวิตสมรสให้ตั้งมั่นอย่างงดงามบนรากฐานแห่งฤทธิ์เดชของกางเขน นี่คือฤทธิ์อำนาจแห่งการเปลี่ยนแปลงของพระคุณพระเจ้า ฤทธิ์เดชที่ทำให้มนุษย์สามารถรักและดำเนินชีวิตอย่างมีศีลธรรม เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ทั้งนี้ พลังดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่บุคคลนั้นได้สัมผัสความรักอันลึกซึ้งยิ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงมีต่อเขาเสียก่อน  (1 ยอห์น 4:19) เมื่อได้ประสบกับพระคุณอันล้นเหลือของพระเจ้าแล้ว บุคคลหนึ่งไม่เพียงแต่จะไม่โลภในสิ่งที่เป็นของเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ยังได้รับกำลังที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อนบ้านและชุมชนของตนด้วย เราเชื่อว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับศักเคียสหลังจากที่เขาได้สัมผัสพระคุณของพระเจ้าโดยตรง เขากล่าวว่า “ดูเถิด พระองค์เจ้าข้า ทรัพย์สมบัติของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้แก่คนยากจนกึ่งหนึ่ง และถ้าข้าพเจ้าได้ฉ้อโกงผู้ใด ข้าพเจ้าจะคืนให้เขาสี่เท่า” (ลูกา 19:8)

เราเชื่อว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจความหมายดั้งเดิมของคำภาษากรีกสำหรับคำว่า “การกลับใจ” และไม่ยึดถือเพียงธรรมเนียมของการแสดงการสำนึกผิดภายนอกเท่านั้น คำภาษากรีกสำหรับ “การกลับใจ” คือ เมตาโนยา ซึ่งหมายถึง “การเปลี่ยนความคิด” การกลับใจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนความคิดอย่างแท้จริงนั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าการแสดงออกภายนอกเพียงอย่างเดียว บุคคลหนึ่งอาจดูเหมือนสำนึกผิดภายนอก ถึงขั้นร้องไห้อย่างขมขื่น แต่ก็ยังไม่ประสบการปลดปล่อยจากบาปของตนได้ การกลับใจที่แท้จริง (เมตาโนยา) กล่าวถึงความสำนึกผิดอย่างจริงใจ การตระหนักถึงความผิดของตน และความปรารถนาภายในอย่างแท้จริงที่จะหันหลังให้กับบาป และกลับมาสู่พระคุณ โดยได้รับการสำแดงถึงความหมายของกางเขน (2 โครินธ์ 7:9–10)

เราเชื่อว่ามนุษย์จะสามารถประสบกับการกลับใจที่แท้จริงและหลุดพ้นจากบาปได้ ก็โดยความเชื่อในฤทธิ์อำนาจแห่งการงานที่สำเร็จแล้วขององค์พระเยซูคริสต์ของเรา เราเชื่อว่าหากผู้เชื่อคนใดได้พลาดพลั้งตกในบาป และกำลังต่อสู้กับนิสัยบาปบางอย่างในเวลานี้ สิ่งสำคัญคือเขาจะต้องเปลี่ยนความคิด และมีความเชื่อว่าแม้บาปนั้นก็ได้ถูกลงโทษแล้วในพระกายของพระเยซู และเริ่มรับการอภัยจากพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง รับพระคุณที่ไม่สมควรได้รับจากพระเจ้า และรับความชอบธรรมของพระเจ้า เพื่อเอาชนะความอ่อนแอนั้น เราหนุนใจทุกคนที่ล้มเหลว อย่าวิ่งหนีจากองค์พระเยซูคริสต์ของเรา แต่จงวิ่งเข้าหาพระองค์ พระเยซูทรงเป็นทางออก เป็นคำตอบ และเป็นชัยชนะจากวงจรแห่งบาปที่ทำลายชีวิต (โรม 5:17)

เพราะว่าถ้าโดยการละเมิดของคนเดียว เป็นเหตุให้ความตายครอบงำอยู่โดยคนเดียวนั้น มากยิ่งกว่านั้นคนทั้งหลายที่รับพระกรุณาอันไพบูลย์ และรับของประทานคือความชอบธรรมก็จะดำรงชีวิต และครอบครองโดยพระองค์ผู้เดียว คือพระเยซูคริสต์ (โรม 5:17)

เราเชื่อในการชำระให้บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เรารับพระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา เราได้รับการอภัย ได้รับการชำระ ถูกทำให้สมบูรณ์ในความชอบธรรม และได้รับความรอดแล้ว เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ในพระคริสต์ด้วย (ฮีบรู 10:10) อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าการสำแดงและการดำเนินออกของการชำระให้บริสุทธิ์ของเราในพระคริสต์นั้นเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป ในฐานะผู้เชื่อ เราไม่สามารถชอบธรรมมากขึ้นได้ เพราะเราได้รับความชอบธรรมแล้ว แต่เราสามารถบริสุทธิ์มากขึ้นได้ในแง่ของการดำเนินชีวิต กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แม้ว่าผู้เชื่อได้รับความชอบธรรมและถูกทำให้ชอบธรรมโดยพระโลหิตของพระเยซูครั้งเดียวและตลอดไปแล้ว การชำระให้บริสุทธิ์ยังคงดำเนินต่อไปในการเติบโตฝ่ายวิญญาณของเขาในฐานะคริสเตียน ยิ่งบุคคลหนึ่งเติบโตในพระคุณและในความสัมพันธ์กับองค์พระผู้เป็นเจ้า—ยิ่งได้รับการชำระซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยน้ำแห่งพระวจนะแห่งพระคุณของพระเจ้า—เขาก็ยิ่งเติบโตในการชำระให้บริสุทธิ์และความบริสุทธิ์ นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูกล่าวว่าเรา “กำลังถูกชำระให้บริสุทธิ์” ทั้งที่เราได้ “ถูกทำให้สมบูรณ์ตลอดไปแล้ว” โดยการเชื่อฟังเพียงครั้งเดียวของพระคริสต์บนกางเขน (ฮีบรู 10:14)

เราเชื่อว่า “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การแก้ไขสิ่งผิด และการอบรมในความชอบธรรม” (2 ทิโมธี 3:16) ดังนั้น เราจึงระมัดระวังต่อคำสอนเรื่อง “พระคุณ” ปลอมใด ๆ ที่กล่าวว่าพฤติกรรม วินัย การแก้ไขตักเตือน และการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องนั้นไม่สำคัญ การสำแดงเรื่องการอภัยไม่ได้ลดทอน หรือขัดแย้งกับการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง ตรงกันข้าม การสำแดงเรื่องการอภัยคือพลังขับเคลื่อนที่ทำให้การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องรู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ตีสอนเราด้วยอุบัติเหตุร้ายแรง ความเจ็บป่วย หรือโรคภัยไข้เจ็บ พระคัมภีร์บอกเราว่า “เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก เหมือนบิดาที่ตีสอนบุตรที่ตนพอใจ” (สุภาษิต 3:12, NLT)

เราเชื่อว่าพระทัยของพระบิดาบนสวรรค์ของเราคือการทรงจัดเตรียมให้แก่บุตรของพระองค์ เช่นเดียวกับที่เราในฐานะบิดามารดาบนโลกปรารถนาจะจัดเตรียมให้แก่บุตรของเรา องค์พระเยซูเจ้าของเราได้ทรงสำแดงพระทัยของพระบิดาไว้ในคำเทศนาบนภูเขา เมื่อพระองค์ตรัสว่า  “เหตุฉะนั้นอย่ากระวนกระวายว่า ‘เราจะกินอะไร?’ หรือ ‘เราจะดื่มอะไร?’ หรือ ‘เราจะนุ่งห่มอะไร?’ เพราะคนต่างชาติแสวงหาสิ่งทั้งปวงนี้ แต่พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงทราบว่าท่านต้องการสิ่งทั้งปวงนี้” (มัทธิว 6:31–32) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระบิดาบนสวรรค์ของเราทรงปรารถนาให้บุตรของพระองค์ได้รับการจัดเตรียมอย่างอุดมสมบูรณ์ และประสบความสำเร็จที่ดี (2 โครินธ์ 9:8; โยชูวา 1:8; สดุดี 1:1–3) แต่พระองค์มิได้ทรงประสงค์ให้บุตรของพระองค์หมกมุ่นอยู่กับวัตถุนิยม หรือยึดติดกับการแสวงหาเงินทอง (ปัญญาจารย์ 5:10; มัทธิว 6:24)

อัครทูตเปาโลได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในจดหมายถึงทิโมธีว่า “การอยู่ในทางพระเจ้าพร้อมกับมีความพอใจก็เป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวง เพราะว่าเราไม่ได้เอาอะไรเข้ามาในโลกเช่นไร เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้เช่นกัน ถ้ามีอาหารและเสื้อผ้า เราก็ควรพอใจในสิ่งเหล่านั้น ส่วนพวกที่อยากร่ำรวยก็ตกอยู่ในการล่อลวงและติดกับดักของความอยากมากมายที่โง่เขลาและอันตราย ซึ่งฉุดคนเราให้ลงไปสู่ความพินาศและความย่อยยับ เพราะว่าการรักเงินทองเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งหมด ความโลภเงินทองนี้ที่ทำให้บางคนหลงไปจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์มากมาย แต่ท่านผู้เป็นคนของพระเจ้า จงหลีกหนีจากสิ่งเหล่านี้ และจงใฝ่หาความชอบธรรม ทางพระเจ้า ความเชื่อ ความรัก ความทรหดอดทน และความสุภาพอ่อนโยน ” (1 ทิโมธี 6:6–11) เราเชื่อว่าลำดับความสำคัญของเราคือการแสวงหาองค์พระเยซูคริสต์เป็นอันดับแรกในทุกสิ่ง และให้พระองค์เป็นศูนย์กลางของชีวิต ไม่ใช่การแสวงหาเงินทองหรือความสำเร็จฝ่ายโลก เมื่อเราวางใจในพระองค์ พระพรของพระองค์ย่อมติดตามมาเราเชื่อว่าพระพร ความรุ่งเรือง และความสำเร็จอันดีซึ่งมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นมีลักษณะครอบคลุมครบถ้วนทุกด้าน มิใช่จำกัดอยู่เพียงด้านวัตถุหรือการเงินเท่านั้น หากแต่มีจุดเริ่มต้นจากความจำเริญแห่งจิตวิญญาณ  (3 ยอห์น 1:2)

ท่านที่รัก ข้าพเจ้าอธิษฐานขอให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง และมีความสุขความเจริญทุกอย่าง ดังที่จิตวิญญาณของท่านกำลังเจริญอยู่นั้น” (3 ยอห์น 1:2)

เราเชื่อว่าผู้ซึ่งดำรงอยู่ภายใต้พระคุณ ย่อมมีจิตใจแห่งความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และให้โดยเต็มใจ ทั้งเวลา กำลัง และทรัพยากรทางการเงิน เพื่อสนับสนุน แสดงความรัก และดูแลผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า ในฐานะคริสตจักร เรามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันและหว่านอย่างใจกว้างในโครงการระดับชุมชนหลายด้านในท้องถิ่นของเรา รวมถึงสนับสนุนงานบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรมในหลายพื้นที่ทั่วโลก สำหรับผู้ที่มีฐานะทางการเงินมั่นคงมากกว่า เราหนุนใจให้ใส่ใจคำแนะนำของอัครทูตเปาโลว่า  “ส่วนพวกที่มั่งคั่งในชีวิตนี้ จงกำชับพวกเขาไม่ให้เย่อหยิ่ง หรือมุ่งหวังในทรัพย์ที่ไม่ยั่งยืน แต่ให้มุ่งหวังในพระเจ้าผู้ประทานทุกสิ่งแก่เราอย่างบริบูรณ์ เพื่อให้เราได้ชื่นชม จงกำชับพวกเขาให้ทำการดี ให้ทำการดีมากๆ ให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และแบ่งปัน การทำเช่นนี้เป็นการสะสมทรัพย์ที่เป็นรากฐานอันดีสำหรับตนในภายหน้า เพื่อพวกเขาจะยึดมั่นในชีวิต คือชีวิตที่แท้จริงนั้น” (1 ทิโมธี 6:17–19) เราไม่ยึดถือสิ่งที่ถูกเรียกว่า “ข่าวประเสริฐแห่งความมั่งคั่ง” และเราไม่ได้สอนว่าผู้เชื่อทุกคนจะต้องร่ำรวยมาก เราไม่สนับสนุนความโลภ วัตถุนิยม ความตะกละอยากได้ หรือการรักเงินทอง ตรงกันข้าม เราสอนว่าผู้เชื่อได้รับพระพรเพื่อจะเป็นพระพรแก่ผู้อื่น (ปฐมกาล 12:3; 2 โครินธ์ 9:8)

เราเชื่อว่าการรับมหาสนิทเป็นการระลึกถึงการสิ้นพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า และเราร่วมรับมหาสนิทเพื่อระลึกถึงพระองค์ (1 โครินธ์ 11:24–25) การรับมหาสนิทยังเป็นที่รู้จักในชื่อ “ยูคาริสต์” มาจากคำภาษากรีกว่า ยูคารีสเทีย ซึ่งหมายถึง “การขอบพระคุณ” ที่กางเขน “พระองค์ทรงถูกแทงเพราะการละเมิดของเรา พระองค์ทรงฟกช้ำเพราะความชั่วช้าของเรา การตีสอนเพื่อให้เรามีสันติสุขตกอยู่บนพระองค์ และด้วยบาดแผลของพระองค์ เราจึงได้รับการรักษา” (อิสยาห์ 53:5) เมื่อเราระลึกและถวายเกียรติแด่การสิ้นพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าโดยการร่วมรับมหาสนิทด้วยความเชื่อ เรากำลังถวายคำขอบพระคุณ และรับใหม่อีกครั้งในทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำสำเร็จที่กางเขนเพื่อเรา ซึ่งรวมถึงสุขภาพ ความครบถ้วนสมบูรณ์ และสันติสุข เราร่วมกับผู้ประพันธ์สดุดีประกาศด้วยใจที่เต็มด้วยการขอบพระคุณว่า
“จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระยาห์เวห์และทั้งสิ้นที่อยู่ภายในข้า จงถวายสาธุการแด่พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระยาห์เวห์ และอย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์ ผู้ทรงอภัยความชั่วทั้งสิ้นของเจ้า ผู้ทรงรักษาโรคทั้งสิ้นของเจ้า ผู้ทรงไถ่ชีวิตของเจ้ามาจากหลุมมรณะ ผู้ทรงสวมความรักมั่นคงและพระกรุณาให้เจ้า ผู้ทรงให้เจ้าอิ่มด้วยของดี ตลอดชีวิตของเจ้า วัยหนุ่มของเจ้าจึงกลับคืนมาใหม่อย่างวัยนกอินทรี ” (สดุดี 103:1–5)

เราเชื่อในการร่วมรับมหาสนิทร่วมกันในฐานะพระกายของพระคริสต์ที่เป็นหนึ่งเดียวกันทุกวันอาทิตย์ ตามแบบอย่างของคริสตจักรยุคแรกในพระธรรมกิจการ พระคัมภีร์บอกเราว่า “ในวันต้นสัปดาห์...พวกสาวกได้มาชุมนุมกันเพื่อหักขนมปัง” (กิจการ 20:7)

เราเชื่อว่าเราถูกเรียกให้เป็นเหมือนคริสตจักรยุคแรกในพระธรรมกิจการ ซึ่ง “ได้ยึดมั่นอย่างมั่นคงในคำสอนของพวกอัครทูต ในความสามัคคีธรรม ในการหักขนมปัง และในการอธิษฐาน” (กิจการ 2:42) คริสตจักรยุคแรกในพระธรรมกิจการมีความเข้าใจสำแดงอย่างลึกซึ้งถึงความหมาย ความสำคัญ และฤทธิ์เดชของการรับมหาสนิท นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาไม่ได้ร่วมรับเพียงครั้งคราวเท่านั้น แท้จริงแล้ว พระคัมภีร์บอกเราว่า “พวกเขานมัสการร่วมกันในพระวิหารทุกวัน และพบกันตามบ้านเพื่อร่วมรับประทานพระกระยาหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า และรับประทานอาหารด้วยความยินดีและใจกว้าง” (กิจการ 2:46, NLT)

พวกเขานมัสการร่วมกันในพระวิหารทุกวัน และพบกันตามบ้านเพื่อร่วมรับประทานพระกระยาหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า และรับประทานอาหารด้วยความยินดีและใจกว้าง (กิจการ 2:46, NLT)

เราเชื่อว่าทุกครั้งที่เราร่วมรับมหาสนิท ไม่ว่าจะในการนมัสการร่วมกันในคริสตจักร หรือ “ตามบ้านเรือน” เหมือนในคริสตจักรยุคแรก (กิจการ 2:46) เราควรพิจารณาตนเอง เพื่อให้แน่ใจว่าเรารับอย่างสมควรแก่พระกระยาหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า การรับอย่างสมควร หมายถึงการรับด้วยความเข้าใจสำแดงถึงการงานที่สำเร็จแล้วของพระองค์ โดยตระหนักว่าเราไม่ได้กำลังรับประทานอาหารธรรมดา แต่เป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ถูกแยกไว้เฉพาะ นั่นหมายความว่าเรารับโดยให้ความเชื่อของเรามุ่งอยู่ที่องค์พระเยซูคริสต์เสมอ โดยตระหนักอยู่ตลอดว่า เมื่อเรารับขนมปัง เราระลึกว่าพระกายของพระองค์ถูกหักเพื่อให้เราทั้งหลายได้รับความสมบูรณ์ (1 โครินธ์ 11:24; อิสยาห์ 53:5) และเมื่อเรารับถ้วย เราระลึกว่าพระโลหิตของพระองค์ได้ถูกหลั่งออกเพื่อการอภัยและการลบล้างบาปทั้งสิ้นของเรา (มัทธิว 26:28; โคโลสี 2:13)

เราเชื่อว่าแม้จะมีความแตกต่างกันในแนวปฏิบัติและความเข้าใจด้านหลักคำสอนในนิกายคริสเตียนต่าง ๆ ตลอดประวัติศาสตร์ของคริสตจักร ผู้เชื่อทั้งหลายยังสามารถมีสามัคคีธรรมร่วมกันได้อย่างสอดคล้อง ในฐานะที่ต่างเป็นส่วนหนึ่งแห่งพระกายของพระคริสต์ และดำรงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันบนพื้นฐานแห่งหลักคำสอนสำคัญของความเชื่อคริสเตียน ดังที่ได้สรุปไว้ในคำประกาศความเชื่อของอัครทูต และคำประกาศความเชื่อไนเซีย (1 โครินธ์ 12:12; เอเฟซัส 4:3)”

สมัครรับข้อมูล